Ahmedabad India : เที่ยวอาห์เมดาบัด อินเดีย สัมผัสมรดกโลกและรากเหง้าอารยธรรมโบราณสุดยิ่งใหญ่

เปิดมุมมองใหม่ของอินเดีย กับเมืองที่เต็มไปด้วยอารยธรรมโบราณ สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาสุดยิ่งใหญ่น่าพิศวง ที่นี่ Ahmedabad (อาห์เมดาบัด) เมืองใหญ่แห่งแคว้นกุจราช เมืองที่มากล้นด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบฮินดูและมุสลิม ผสมผสานกันย่างน่าดูชม แถมยังมีมรดกโลกตั้งอยู่ที่นี่ด้วย รวมถึงตลาดช้อปปิ้งเสื้อผ้าอินตะระเดียสุดตระการตา สายวินเทจ สายประวัติศาสตร์ สายสถาปัตย์ สายช้อป จะต้องรักที่นี่แน่นอน

DSC01451

เดสทิเนชั่นของเราส่วนใหญ่คงจะหนีไม่พ้นศาสนสถานต่าง ๆ ของชาวฮินดูที่สร้างเอาไว้เพื่อบูชาเทพเจ้า มาในรูปแบบของ Stepwell ที่มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธื์ หรือวิหารลับใต้ดินสุดพิศวง ทำให้เราได้ตื่นเต้นกับการเดินสำรวจมุมถ่ายรูป วัดฮินดูอันมีสีสันและลวดลายน่ามอง ตลอดจนอุทยานประวัติศาสตร์ ที่ประกอบด้วยมัสยิดโบราณและหลุมฝังศพของชาวมุสลิม ซึ่งแทบทุกแห่งนั้นทำให้เราต้องอุทานร้องว้าวเสียงดัง

02

ทริปนี้เราก็ยังเลือกบินตรงแบบ Full Service กับไทยสมายล์ อีกเช่นเคย ราคารวมทุกอย่าง เบาะที่นั่งกว้าง สะดวกสบาย ไม่อึดอัด สามารถเลือกที่นั่งได้ แอร์ฯสวย น้ำหนักกระเป๋าก็โหลดฟรีจัดหนัก 30 กก. เอาใจขาช้อปสุด ๆ รวมทั้งอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่มต่าง ๆ พร้อมทั้งการบริการอันแสนประทับใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสของพนักงานตลอดการเดินทาง

01

 

DSC02418

การจะเที่ยวที่อาห์เมดาบัดได้อย่างสะดวกรวดเร็วนั้น เราแนะนำให้ใช้บริการเช่ารถแบบมีคนขับ เขาจะมารับส่งสนามบิน พร้อมพาเราเที่ยวตามโปรแกรมที่ต้องการ โดยคิดเป็นราคาเหมา เราอยู่ที่นั่น 4 วัน ไปกัน 4 คน เขาคิด 16,500 รูปี (ไม่ถึง 8,000 บาท ตกคนละ 2,000 คุ้มมาก) ราคานี้รวมค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดเรียบร้อยหมดแล้วด้วย ใครอยากไปแบบนี้ติดต่อได้ทาง WhatsApp (+91 99981 09961) ชื่อมิสเตอร์ซิงห์

DSC00475

วันแรกที่มาถึงก็เย็นแล้ว โปรแกรมคือมุ่งตรงไปยังตลาด Teen Darwaja เพื่อช้อปปิ้ง เป็นตลาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่า โดยยังมีกำแพงและซุ้มประตูโบราณตั้งตระหง่านโดดเด่น ที่นี่นั้นรวมสินค้าไว้มากมาย มีทุกอย่างให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเสื้อผ้า รางเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ รวมถึงร้านอาหารต่าง ๆ ที่มีให้เลือกทั้งแบบเนื้อสัตว์และมังสวิรัติ

ส่วนผู้คน ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นมิตรเท่ากับพาราณสี นั่นเป็นเพราะว่าที่นี่นั้นเป็นเมืองที่ค่อนข้างร่ำรวยขึ้นมาหน่อย ผู้คนเลยไม่กล้าทักทาย ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ถือว่ายังดิบอยู่มาก ใครมาเที่ยวถือว่าเป็นของแปลก เป็นจุดเด่นจุดสนใจ ตามที่เที่ยวเราจึงยังถูกรุมเซลฟี่แทบจะตลอดเวลา ถ้าเก็บเงินค่าถ่ายคงรวยไปแล้ว

DSC00485

DSC02258

มาว่ากันถึงเรื่องที่พัก มาเยือนถิ่นประวัติศาสตร์ทั้งที ต้องหาที่พักให้ตรงคอนเซ็ปต์หน่อย คือต้องวินเทจ ดีไซน์สวยงามมีเอกลักษณ์ แต่ยังคงความสะดวกสบายเอาไว้ด้วย เราเลือกพักที่ Baghban Haveli เป็นลักชัวรี บูทีค โฮเทล ที่ถูกรีโนเวทขึ้นมาจากตึกคูหาเล็ก ๆ จนออกมาเป็นที่พักสุดเท่แบบนี้ ตรงใจมาก

DSC02273

ห้องนอนใหญ่ กว้างมาก ด้านล่างมีพื้นที่ให้นั่งเล่นถ่ายรูป ข้าวของเครื่องใช้เป็นงานวินเทจทั้งหมด ทำให้เป็นมุมถ่ายรูปได้อย่างน่าดึงดูด ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะราคาแค่คืนละ 1,800 บาทเท่านั้น

DSC02320

อาห์เมดาบัด เป็นเมืองที่เราหลงรักในสถาปัตยกรรมของเขามาก เพราะนอกจากความวิจิตรงดงามแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งคือความศรัทธาในการสร้าง บางแห่งนั้นต้องเจาะหินไต่ระดับลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตร ส่วนความเก่าแก่นั้นไม่ต้องพูดถึง 500-1,200 ปีแทบทั้งสิ้น นี่เป็นอีกหมุดหมายที่จะมาแรงมาก ๆ ในปี 2020 ที่สำคัญคือแต่ละแห่งนั้นแค่เรายื่นพาสปอร์ตไทย ก็จะได้รับส่วนลดในราคาคนอินเดีย ถูกและดีงามขนาดนี้ ต้องมาแล้วล่ะ

DSC00584

เช้าวันที่สอง เราตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางมายังจุดหมายแรกของเรา Hathee Singh Jain Temple วัดเก่าแก่ของศาสนาเชน ศาสนาที่ว่ากันว่าเป็นพี่น้องกับศาสนาพุทธ มีความวิจิตรงดงาม สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1848 โดยใช้หินทรายมาแกะสลักโดยมีพื้นเป็นหินอ่อน ด้านหน้าได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยโครงสร้างรูปทรงโดม มีงานกระจกที่สวยงาม พร้อมด้วยสถาปัตยกรรมที่มีสไตล์แบบ haveli

DSC00565

ข้างในนั้นสวยงามและได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีมาก ๆ แต่ข้อควรระวังคือ เขาค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้านใน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติมากนัก ระวังอย่าถ่ายติดศาลเจ้าและเทวรูปเด็ดขาด

DSC00513

DSC00611

ตรงหน้าวิหารวัด ยังมีหอคอยสูงตั้งตระหง่านอยู่ มีชื่อเรียกว่า Kirti Stambh

DSC00625

DSC00664

จากนั้นเราก็ขึ้นรถออกเดินทางขึ้นเหนือไปอีก 2 ชม. ไปยังเมือง Patan อันเป็นที่ตั้งของ Rani Ki Vav หรือ Queen Stepwell มรดกโลกที่มีอายุกว่า 1,000 ปี เป็นทั้งสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่พบปะสังสรรค์ รวมถึงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ยามแล้ง บอกเลยว่ายิ่งใหญ่อลังการ และดูมีมนต์ขลังจนน่าขนลุก กับงานสถาปัตยกรรมแกะสลักลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตร

DSC00700

DSC00694

พิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวคนไทย แค่ยื่นพาสปอร์ตที่จุดซื้อตั๋ว ก็จะได้รับการลดราคาจากราคาเต็ม 600 รูปี (300 บาท) เหลือแค่ 40 รูปี (20 บาท) เท่านั้น เป็นราคาคนอินเดียเลย ทุกที่จะเป็นแบบนี้หมด ถูกและดีสำหรับคนไทยมาก นั่นเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางการฑูตนั่นเอง

DSC00789

Rani Ki Vav ทำเราอ้าปากค้างเมื่อได้เห็น เพราะที่นี่นั้นถูกสร้างด้วยการเจาะลงไปใต้ดิน มีเสาหินแกะสลักรายล้อมเต็มไปหมด บันไดขั้นสูงค่อย ๆ พาเราลงไปพบความอเมซิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พาให้จินตนาการไปถึงยุคอดีตว่าที่นี่นั้นคงเคยยิ่งใหญ่มาก

19

 

DSC00870

หลังจากที่เราถ่ายรูปเก็บความประทับใจเสร็จแล้ว ก็ย้อนกลับลงมาอีก 40 นาที เพื่อมาชมความงดงามของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และเทวาลัยแห่งแสงอาทิตย์ที่ Sun Temple ณ เมือง Modhera

DSC00905

DSC00911

Sun Temple เป็นหนึ่งในเทวาลัยแห่งสุริยเทพของประเทศอินเดีย เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ด้านในนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความขลังและวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมเสาหินที่แกะสลักเป็นรูปเทพเจ้าต่าง ๆ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ด้านหน้าเป็น Stepwell ไล่ระดับลงไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ ก่อเกิดเป็นภาพที่สวยงามยิงใหญ่ มีมุมให้ได้ถ่ายรูปมากมาย

DSC00965

DSC01018

นอกจากนี้ที่นี่จะสวยงามเป็นพิเศษเมื่อเจอกับแสงแดดยามเย็น ทำให้เฉดสีของหินทรายถูกขับออกมาให้สะดุดตามากขึ้น เพิ่มสเน่ห์ให้กับ Sun Temple มีความสอดคล้องกับชื่ออย่างแท้จริง

DSC01032

DSC01112

หลังชมแสงสวย ๆ เสร็จ ก็ได้เวลากลับเข้าเมือง เราก็ไปหาของกิน ช้อปปิ้งกันที่เดิม เพราะเมื่อวานเดินไม่หมดจริง ๆ เพราะถนนมันทั้งยาวและใหญ่มาก ๆ คราวนี้ได้เสื้อผ้ามาเพียบเลย

DSC01123

เช้าวันต่อมา ก่อนที่เราจะเดินทางไกลลงใต้ ก็มาแวะอีกหนึ่งไฮไลท์หลักของอาห์เมดาบัด ​Dada Harir Vav เป็น Stepwell ลึกลับใต้ดินที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีความน่าพิศวงกว่าที่อื่น ด้วยความมืดและลึก มีแสงส่องถึงน้อย ทำให้ภายในมีความน่าค้นหา บวกกับน่าสะพรึงเล็กน้อย เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่เลย ยกเว้นกระรอก 4-5 ตัว เท่านั้น

DSC01163

ก่อนที่เราจะลงไปสำรวจความลึกลับใต้ติน เราเดินมาที่ด้านท้ายก่อน เพื่อเจอกับสิ่งปลูกสร้างโบราณที่งดงามมาก แต่มีป้ายติดว่าห้ามถ่ายรูป ในขณะที่กำลังเศร้าอยู่นั้น ก็มีชายนิรนามเดินเลาะกำแพงตรงมาหาเราแล้วเริ่มการสนทนา

เขาบอกเบื้องหน้านี่เป็นมัสยิดโบราณ ส่วนทางด้านขวาเป็นสุสานของตระกูล Sultan Mahmud Begada มีอายุกว่า 500 ปี โดยอนุญาตให้ถ่ายรูปได้เฉพาะวิวกับสถาปัตยกรรมเท่านั้น ห้ามถ่ายคนหรือมีแบบมาโพสต์ท่า ซึ่งชายนิรนามก็ได้เปิดประตูให้เราได้ชมสุสานด้วย เขาบอกว่าภายใต้โลงศพที่ถูกก่อขึ้นมา มีศพของจริงอยู่ข้างใต้ที่ขุดลึกลงไป 10 เมตร เป็นภาพที่หาดูยาก เหมือนเราถูกดูดเข้าไปอยู่ในหนัง The Mummy ยังไงยังงั้น

DSC01196

 

และแล้วก็ถึงเวลาลงไปสำรวจ Stepwell แค่ชะโงกลงไปใจก็สั่นแล้ว เพราะมันมืดจนมองไม่เห็นพื้นว่าลึกแค่ใน เราสามารถลงบันไดวนลงไปได้เรื่อย ๆ แต่เราขอลงไปแค่สองชั้นพอ เพราะรู้สึกวังเวงและอากาศข้างล่างเย็นและชื้นมาก แต่เท่านี้ก็ได้ถ่ายรูปสวย ๆ ปัง ๆ ได้เยอะแล้ว

DSC01298

Stepwell นี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1485 โดย Dhai Harir หญิงสาวในครัวเรือนของ Mahmud Begada ตามคำจารึกภาษาเปอร์เซีย เธอคือผู้กำกับการฮาเร็มของราชวงศ์ เป็นผู้สร้างมัสยิดด้านหลังนั่น และร่างอันไร้วิญญาณของเธอก็คือ 1 ในหลุมศพในสุสานนั้น

DSC01375

DSC01434

เราเดินย้อนกลับมาด้านหน้า แล้วเดินลงบันไดไปเรื่อย ๆ รายล้อมไปด้วยเสาหินสุดอลังการ เกิดเป็นมุมที่มหัศจรรย์ ทำให้เราถ่ายรูปที่นี่ไว้เยอะมาก เป็น Stepwell ที่เราชอบมากที่สุดแล้ว

DSC01566

DSC01476-2

บันไดหิน Dada Harir สร้างขึ้นด้วยหินทรายในรูปแบบสถาปัตยกรรม Solanki ลึกห้าชั้น มีรูปทรงแปดเหลี่ยม สร้างขึ้นบนเสาจำนวนมากที่แกะสลักอย่างประณีต แต่ละชั้นกว้างขวางพอที่จะให้ผู้คนมาชุมนุมกันได้ มันถูกขุดลึกเพื่อเข้าถึงน้ำใต้ดินสำหรับวัดความผันผวนตามฤดูกาลของระดับน้ำฝนตลอดทั้งปี

DSC01622

DSC01667

DSC01831

จากนั้นเราก็เดินทางลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้สู่เมือง Halol เพื่อเยี่ยมชมอุทยานโบราณคดี Champaner-Pavagadh ที่องค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกแห่งแรกของอินเดีย อันประกอบด้วยมัสยิดและโบราณสถานอันเก่าแกมากมาย รวมถึงวัด ยุ้งฉาง สุสาน หลุม กำแพง ระเบียง และอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่รอบ ๆ เชิงเขา Pavagadh ซึ่งเยอะมาก ๆ ถ้าจะให้เก็บหมดต้องอยู่สัก 2-3 วัน เราเลยเลือกเด็ด ๆ มา 2 แห่ง

DSC01694

เริ่มด้วย Sahar ki Masjid มัสยิดแห่งนี้ใกล้กับพระราชวัง ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแลนด์สเคปที่สวยงาม ด้านหน้าทางเข้ามีประตูโค้งที่มีโดมขนาดใหญ่ มีหอคอยคู่ ประดับประดาด้วยการฉายภาพซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ส่วนการถ่ายรูปที่นี่นั้นแนะนำให้สำรวมนิดนึง

DSC01745

DSC02088

จากนั้นเราก็นั่งรอต่อมาอีก 5 นาที เพื่อมาชม Jama Masjid เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานท่ีโดดเด่นที่สุด สร้างโดยสุลต่าน มะห์มุด เบกาดา ด้วยสถาปัตยกรรมโมกุล ที่ได้รับการกล่าวขวัญว่ามาจาสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างความหมายทางศาสนาฮินดูและความชำนาญโครงสร้างของชาวมุสลิม

DSC01842

แค่หน้าประตูทางเข้าก็สุดยอดแล้ว ดูมีคุณค่า มีความยิ่งใหญ่สวยงาม รู้สึกคุ้มค่ามากที่นั่งรถมาไกล เพื่อได้มาเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ละเมียดละไมขนาดนี้ แม้บางส่วนจะกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วก็ตาม

DSC01898

DSC02079

DSC01961

Jama Masjid โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ถือเป็นหนึ่งในมัสยิดท่ีดีที่สุดในอินเดียตะวันตก มีการตกแต่งภายในที่หรูหรา ห้องโถงละหมาดหลายแห่งแยกจากกันเกือบ 200 เสา ห้องโถงละหมาดหลักมีโดม การตกแต่งของพื้นที่ผิวของมัสยิดและหลุมฝังศพประกอบด้วยสัญลักษณ์สาคัญของดวงอาทิตย์ เพชรกระถาง เถาวัลย์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดอกบัว

DSC02002

ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือที่น่าชื่นชม อันสืบสานมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา มัสยิดแห่งนี้มีทั้งโล่ จิตรกรรมฝาผนังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามอัน อันหนึ่งอยู่ที่ด้านบนสุดของธรรมาสน์ และอีกสองตั้งอยู่ด้านข้างพร้อมแกะสลักจากเพลงอัลกรุอาน ถือเป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซ สมกับที่เป็นมรดกโลกจริง ๆ

DSC02180

DSC01873

เราโบกมือลา Champaner ในช่วงเย็นเพื่อกลับเข้าเมือง ก่อนเข้าที่พักเลยแวะที่ Law Market ตลาดเสื้อผ้าและของวินเทจต่าง ๆ ให้ได้เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง หลังจากเดินทางไกลมาทั้งวัน

DSC02194

DSC02392

ตื่นขึ้นมาในเช้าวันสุดท้ายที่อาห์เมดาบัด เป็นวันที่ไม่เร่งรีบนัก สาย ๆ เราเดินทางไปยังวัดฮินดูแห่งแรก และมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเมือง Shree Swaminarayan Mandir เป็นวัดที่มีความพาสเทลจัดมาก ถ่ายรูปออกมามุมไหนก็ดูดีไปหมด ถูกสร้างขึ้นตามคำแนะนำของ Swaminarayan ผู้ก่อตั้งนิกาย

DSC02369

ส่วนการถ่ายรูปนั้นสามารถถ่ายได้บริเวณรอบนอกเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ถ่ายด้านในโดยเด็ดขาด

DSC02427

DSC02477

ปิดท้ายทริปด้วยการเที่ยว Adalaj Stepwell บ่อน้ำขั้นบันไดที่สำคัญอีกแห่งของเมือง เที่ยว Stepwell เอาให้เอียนกันไปข้างนึงเลย ไหน ๆ มาแล้วต้องเก็บให้ครบ ยอมใจแล้วว่าที่นี่เขาขยันสร้างบ่อน้ำจริง ๆ และแต่ละแห่งก็ลึกลับซับซ้อนซะเหลือเกิน

DSC02509

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ผมขอเล่าความเป็นมาของสเตปเวลล์หรือที่เรียกว่าบ่อน้ำหน่อยแล้วกัน ตามประวัติศาสตร์ สิ่งปลูกสร้างลักษณะนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 5 – 19 ถือเป็นเรื่องธรรมดาในอินเดียตะวันตก มีการสร้างมากกว่า 120 หลุม ซึ่งหลุมที่ Adalaj เป็นหลุมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง
สเต็ปเวลล์นั้นยังสามารถพบได้ในภูมิภาคที่แห้งแล้งของอนุทวีปอินเดียซึ่งขยายเข้าสู่ปากีสถาน สร้างเพื่อรวบรวมน้ำฝนในช่วงมรสุมตามฤดูกาล โดยพวกเขาก็ทำการตกแต่งสถาปัตยกรรมให้มีความวิจิตรงดงามยิ่งใหญ่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปัจจุบัน Stepwell ต่าง ๆ นั้นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมชมและถ่ายรูปเก็บเป็นความประทับใจ แต่ในอดีตนั้น Stepwell เหล่านี้ ถูกแวะเวียนโดยนักเดินทางและกองคาราวานเพื่อเป็นจุดแวะพักตามเส้นทางการขนส่งสินค้า

DSC02494

DSC02528

Adalaj ถูกสร้างขึ้นในปี 1498 จากจารึกในภาษาสันสกฤตที่พบบนแผ่นหินอ่อนวางอยู่ในช่องบนชั้นหนึ่งการก่อสร้างเริ่มต้นโดย Rana Veer Singh ของราชวงศ์ Vaghela แต่เขาถูกฆ่าตายในสงคราม หลังจากนั้นกษัตริย์มุสลิมมาห์มุด เบดาดะของรัฐใกล้เคียง ก็เข้ามาสร้างต่อในรูปแบบสถาปัตยกรรมอินโด – อิสลามในปี ค.ศ. 1499

DSC02533

DSC02567

จบไปเรียบร้อย กับทริปผจญภัยในอารยธรรมโบราณ เมืองมรดกโลก Ahmedabad คุณค่าของการเดินทางที่เหล่านักเดินทางควรมาสัมผัสด้วยตาตนเองสักครั้ง รับรองว่าจะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ ทั้งผู้คนที่เป็นเอกลักษณ์ และสถาปัตยกรรมแกะสลักหินทรายสุดตระการตา ทั้งหมดคือความเป็นอินเดีย ประเทศที่บ้าระห่ำ วุ่นวาย แต่โคตรมีสเน่ห์ แน่นอนว่าคำนิยามนี้ไม่ได้มาจากผมเป็นคนแรก แต่ใครหลายคนต่างคิดเห็นแบบนั้น ถ้าอยากรู้ว่าทำไม กดจองตั๋ว แล้วออกไปลุยกันครับ

Varanasi 
India : เที่ยวพาราณสี อินเดีย สัมผัสพลังแห่งศรัทธา แสวงหาสัจธรรมให้ชีวิต

อินเดียไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เราขอนำเสนอความน่าสนใจในคัลเจอร์ความดิบของ ‘พาราณสี’ เฉดสีของอารยธรรม เมืองที่ไม่เคยร้างผู้คนมากว่า 4,000 ปี ไปถ่ายรูปคู่แบบชิค ๆ กับคนรู้ใจ เดินลัดเลาะตามตรอกออกตามซอย กินสตรีทฟู้ดนานาชนิด นอนโฮสเทลสุดคูล เดินไม่ถึง 5 นาทีก็เห็นวิวแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ผู้หล่อเลี้ยงชีวิตและศรัทธาของชาวฮินดู

DSC09386

P1170178

DSC08609

ทริปนี้เราเลือกบินตรงกับไทยสมายล์ บินไฟลท์บ่าย ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องอดนอนบนเครื่อง ไปถึงเย็นเรียกรถไปที่พักได้เลย ที่สำคัญคือ Full Service ราคารวมทุกอย่าง สามารถเลือกที่นั่งได้ เบาะที่นั่งกว้าง นั่งสบาย ไม่อึดอัด น้ำหนักกระเป๋าก็ฟรี 30 Kg เอาใจขาช้อปสุด ๆ รวมทั้งอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่มต่าง ๆ พร้อมทั้งการบริการอันแสนประทับใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสของพนักงานตลอดการเดินทาง

อ่อ อย่าลืมทำวีซ่าก่อนมาล่วงหน้าด้วยนะ ตอนนี้เขาลดราคาแล้วด้วยถูกมาก ๆ เริ่มต้นแค่ 760 บาทเอง
เข้าไปขอแบบออนไลน์ง่ายมาก ๆ แค่ 2 วันก็ได้แล้ว เข้าเว็บนี้ได้เลย >> https://indianvisaonline.gov.in/visa/index.html

DSC08619

เรามาถึงสนามบินแห่งพาราณสีราวเกือบ 5 โมงเย็น พลันเรียกแท็กซี่ตรงดิ่งไปในเมือง เพื่อเตรียมไปเก็บของเข้าที่พักของเรา เป็นโฮสเทลที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า เดินลัดเลาะจากถนนใหญ่เข้าไปแค่ 500 เมตร
Wander Station โรงแรมและโฮสเทลที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดในย่านนี้ ที่เราเลือกเพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว สามารถเดินลงไปชมวิวแม่น้ำคงคาได้เลย ที่สำคัญยังรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร สตรีทฟู้ดข้างทาง และตลาดเสื้อผ้าเครื่องประดับ และแน่นอนว่าจะต้องแลกมากับความหนาแน่นของประชากรแขก

DSC08677

DSC08679

DSC08857

ถึงแล้ว ที่พักของเรา ข้างนอกกับข้างในต่างกันเหมือนหนังคนละม้วน

DSC00464

เป็นโฮสเทลยอดนิยมของเหล่านักเดินทางทั่วโลก

DSC00458
มากัน 4 คน เหมาห้อง 4 เตียง สบายใจ

DSC08720

ท่ามกลางความจอแจและวุ่นวายของการจราจรและผู้คน ดินแดนแห่งนี้กลับมีสเน่ห์อย่างบอกไม่ถูก สายตานับรอยนับพัน หน้าตาถมึงทึงที่จ้องมอง หากเราเข้าใจนี่คือเรื่องปกติ เพราะการแต่งตัว รูปลักษณ์ภายนอกของเราแตกต่างจากเค้า คนอินเดียมีพื้นฐานขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิม ในอีกด้านที่เราสัมผัสคือความเฟรนด์ลี่คุยเก่ง ชอบมาขอถ่ายรูปเซลฟี่ราวกับเราคือเซเล็ปคนดัง

DSC08687

DSC08693

ภารกิจแรกคือการออกไปตระเวนหาของกินข้างทางแล้วนั่งล้ามล้อ (Auto Rickshaw) เที่ยวรอบ ๆ เมือง

DSC08715

รถสามล้อมาดร็อปเราที่ Assi Ghat ท่าน้ำสุดสายแม่น้ำคงคา ซึ่งตลอดสายจะมีท่าน้ำแบบนี้อยู่มากมาย
โดยคำว่า Ghat แปลว่าท่าน้ำนั่นเอง เราจึงเริ่มการเดินเลาะริมแม่น้ำไปเรื่อย ๆ เราก็จะเจอความเรียลที่น่าค้นหา แวะเที่ยววัดเนปาล วัดฮินดู ป้อมปราการ กำแพงเมือง ฯลฯ หรือจะลองนั่งริกชอว์ (รถตุ๊กตุ๊ก) ซอกแซกไปตามถนนอันแสนหฤหรรษ์อีกสักรอบสองรอบ ก็ได้ฟีลเพลิดเพลินตื่นเต้นไปอีกแบบ

DSC08752

DSC08779
วิถีชน คนคงคา

DSC08780

DSC08801

                                                 ยิ่งเดินก็ยิ่งเจอมุมถ่ายรูปดี ๆ เพียบเลย

DSC08832

หลังจากนั้นก็มุดตามตรอก ออกตามซอย เดินชมวิถีชีวิต อาคารบ้านเรือน ตามองตาจ้องกัน สัมผัสรอยยิ้มความแปลกที่มีเอกลักษณ์และสีสันแห่งพาราณสี

เดินกันจนถึงเย็นค่ำ ก็ไปหาสตรีทฟู้ดกินและเดินช้อปปิ้งต่อราคาเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับต่าง ๆ ก็บันเทิงมิใช่น้อย มีแต่ของสวย ๆ งาม ๆ สายช้อปบอกเลยว่าเพลินมาก

DSC08883

DSC08885

DSC09558

ร้านนี้ถือเป็นอีกร้านโปรดที่ขายอาหาร Traditional แบบ Vegan (มังสวิรัติ) โดยจะเน้นไปที่ Dosa แป้งเหมือนขนมเบื้องญวน เอาไปทอดแล้วใส่ไส้ต่าง ๆ ที่อยากแนะนำคือไส้ช็อคโกบานาน่า รวมทั้งมีหมี่ผัดข้าวผัด และพิซซ่า ที่มีรสชาติเข้มข้นถูกปากคนไทยอย่างเรามาก

พอกินอิ่ม ช่วงหัวค่ำก็เดินออกไปชมพิธีบูชาไฟ อันเต็มไปด้วยความเข้มขลัง ที่ Dashashwamedh Ghat พิธีกรรมที่จัดขึ้นทุกค่ำคืน อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คนนับร้อยพัน

DSC08923

พิธีกรรมอารตี หรือบูชาไฟ มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า “Aratrika” หมายถึง แสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด ตามตำนานฮินดูกล่าวว่า เทพเจ้าจะรับรู้ถึงการบูชาจากการใช้แสงสว่าง ดังนั้น ผู้ทำพิธีจึงต้องโบกสะบัดตะเกียงเปล่งแสงหน้าเทวรูปหรือบุคคลที่เคารพบูชา โดยจะเวียนตะเกียงสามครั้งในทิศตามเข็มนาฬิกาขณะที่ท่องบทสวดไปด้วย เพื่อให้องค์เทพประทานความสุขและความโชคดีแก่ชีวิต

พอเสร็จพิธี เหล่าประชาชีก็นำกระทงเล็ก ๆ ที่จุดเทียนและโรยด้วยกลีบดอกไม้ กล่าวอธิษฐานแล้วลงลงสู่แม่น้ำคงคาเพื่อความเป็นศิริมงคลกับชีวิต เราจึงขอมีส่วนร่วมซะหน่อย นอกจากพิธีแล้ว เรายังจะได้เห็นเหล่าโยคีและฤๅษีน้อย แต่งตัวมาร่วมงานกันคับคั่ง

DSC08999

DSC09009

DSC09011

เป็นครั้งแรกของเราที่ได้เห็นพิธีกรรมต้นตำรับแบบนี้ รู้สึกถึงความขลังและพลังศรัทธาอันแรงกล้าของคนที่นี่ กาลเวลาไม่สามารถพรากสิ่งเหล่านี้ไปได้จริง ๆ

DSC09158
เช้าวันต่อมา ไฮไลท์สำคัญในทริปก็มาถึง คือการล่องเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นที่แม่น้ำคงคา ชมวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานานนับพันปี ทั้งการลงมาอาบน้ำ ซักผ้า อันเป็นกิจวัตร ชมฝูงนกนับร้อยนับพัน ตลอดจนพบสัจธรรมสุดท้ายของชีวิตกับพิธีกรรมเผาศพริมแม่น้ำอันลือเลื่อง

DSC09146

แต่ก่อนอื่นเราต้องซื้อ Local Tour จากที่พักเสียก่อน ราคาอาจจะสูงกว่าการไปหาเอาตามท่าน้ำ แต่มีความอุ่นใจ ไม่ต้องไปเหนื่อยต่อปากต่อคำแย่งชิงลูกค้ากันข้างล่าง แล้วพนักงานโรงแรมก็เป็นคนขับเรือเองด้วย ที่แรกเขาเลยพาเราไปชมพิธีบูชาไฟตอนเช้าที่ Assi Ghat ก่อนรุ่งสาง ก็จะคล้าย ๆ พิธีกรรมเมื่อคืน แตกต่างแค่ชุดที่ดูเนี้ยบทางการกว่า และเพื่อต้อนรับแสงแรกเพื่อความรุ่งโรจน์ตลอดวัน

DSC09075

DSC09086

อีกสิ่งที่ชอบมากคือ ไจ๋ (Chai) ชานมร้อน ๆ ที่เป็นเครื่องดื่มประจำวัฒนธรรมของอินเดีย รสชาติเข้มข้น
มีเอกลักษณ์ตรงที่เขาใช้ถ้วยดินเผาเป็นภาชนะ และใส่ขิงลงไปเพื่อความหอมและชุ่มคอนั่นเอง

DSC09122

ชมพิธีกรรมเสร็จ เราก็ขึ้นเรือไปชมความงดงามของสองฝั่งคงคากันต่อ

DSC09162

เขาบอกว่าถ้ายังไม่มาแม่น้ำคงคา ถือว่ายังมาไม่ถึงอินเดีย ผมเองก็เห็นเช่นนั้น เห็นสายตาแห่งความศรัทธา ความหวัง ความเป็นอยู่ที่เราคิดว่าเขาทุกข์ยาก แท้จริงพวกเขาอาจจะมีความสุขอยู่ก็ได้ ได้เห็นสัจธรรมความงดงามของการเป็นมนุษย์ ที่เขาว่าสกปรกความจริงก็ไม่หนีจากบ้านเราเท่าไร ส่วนเรื่องกลิ่นนั้นไม่แย่อย่างที่จินตนาการไว้ กลางแม่น้ำคงคาดูสะอาดตามาก เคยอ่านเจอว่ามีนักวิจัยเอาน้ำที่นี่ไปศึกษา พบว่ามีสารหรือแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด ที่ทำให้น้ำนั้นมีการปรับมวลสมดุลให้สะอาดขึ้นได้ แม้จะมีศพวัวลอยมาบ้างก็ให้มองเป็นเรื่องปกติ สิ่งเดียวที่โฟกัสคือวิวสองข้างทางและมวลหมู่วิหคโบยบิน พร้อมให้เราได้ถ่ายรูปบนหัวเรือไว้เป็นความประทับใจ

DSC09280

DSC09425

DSC09420

DSC09468

และแล้วเรือก็พาเรามาถึงจุดสำคัญ จุดที่เป็นที่สุดท้ายในชีวิตของคนที่นี่ Manikarnika Ghat คือจุดเผาศพที่ไฟไม่เคยมอดดับมากว่า 4,000 ปี เพราะมีคนตายและนำมาเผาที่นี่ทุกวัน โดยญาติ ๆ จะนำศพลงมาจุ่มที่แม่น้ำแล้วเอาขึ้นไปเผาเป็นความเชื่อที่ว่าหลังความตายจะได้ใกล้ชิดพระเจ้าและขึ้นสวรรค์ แต่มีข้อยกเว้นคือศพที่ตายทั้งกลม ศพที่โดนงูกัด จะไม่ได้รับการเผา แต่จะถูกจับถ่วงไว้ที่ก้นแม่น้ำนั่นเอง

 

DSC00070

DSC09494

การถ่ายรูปบริเวณพิธีเผาศพนั้น ทำได้ง่ายคือการถ่ายจากบนเรือเท่านั้น ไม่แนะนำให้เดินไปถึงข้างใน เพราะอาจจะถูกเรี่ยไรรีดไถให้ซื้อกองฟืนเพื่อบริจาค โดยเขาจะเข้ามารุมเราเลย ถ้าหลงเข้าไปแล้วอย่าคิดว่าจะได้ออกมาง่าย ๆ ทางที่ดีถ่ายจากบนเรือที่ดีสุดครับ ถือว่าเป็นการให้เกียรติคนตายและญาติด้วย

DSC09497

DSC09867

หลังจากนั้นก่อนขึ้นฝั่ง เราก็เก็บภาพรับลมไปเรื่อย ๆ

DSC09592

DSC09580

DSC09584

DSC00058

เราตัดสินใจขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำใกล้กับวัดเนปาล เพื่อที่จะเดินเที่ยวและกลับโรงแรมด้วยตัวเอง ได้ไปในที่ที่ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่รู้ว่าข้างหน้าต้องเจออะไร ได้ฝ่าฟันช่วยเหลือกัน 4 คน ก็สนุกดีเหมือนกันนะ

DSC09572

อีกจุดที่เราอยากลองมาคือ Nepal Temple โดยต้องขึ้นบันไดไป ผ่านมุมฮิป ๆ ก็อดจะถ่ายรูปเสียไม่ได้

DSC00113

DSC00126
Nepal Temple สีสันสดใสสะดุดตาเข้ากับชุดมาก

DSC00153

DSC00159

ถ่ายรูปเสร็จก็ได้เวลาหาของกิน โดยเราเลือกร้านขาย Paneer หรือแกงต่าง ๆ ใส่เครื่องเทศและวัตถุดิบแตกต่างกันไป แต่รสชาติถือว่าผ่านเลย กินคู่กับแป้งนานเข้ากันดี เสร็จแล้วก็เดินเล่นแวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณที่พัก

DSC00162

DSC09543

DSC09563

อีกสิ่งที่เราอยากทำมานาน แต่กล้า ๆ กลัว ๆ คือการตัดผมที่อินเดีย เพราะเคยเห็นตามคลิปตามรายการทีวีแล้วน่าสนใจ เพราะเขามีวิธีการที่ดุดันหนกหน่วง จริงจังในการตัดมาก เราจึงเลือกร้านที่ดูไม่เก่านัก เพื่อสุขภาพบนกบาล แล้วภารกิจก็เริ่มขึ้นที่ร้าน Bombay Hair Parlour

DSC00192

DSC00203
ไม่บอกก็รู้ว่าช่างเขาจริงจังแค่ไหน

ผลก็คือตัดออกมาได้น่าพอใจ ชี้ทรงไหนได้แบบนั้น แม้ว่าอุปกรณ์จะเก่า และมาตรฐานสุขอนามัยจะไม่ค่อยสะอาดนักก็ตาม เอาจริง ๆ คือตัดดีกว่าร้านแพง ๆ บางแห่งในเมืองไทยเสียอีก ต้องลองสักครั้งครับ

DSC09542

มื้อเย็นเราก็สามารถเสาะแสวงหาร้านที่มีเมนูเนื้อสัตว์เจอจนได้ เป็นร้านสีแดงโดดเด่น อยู่ในตรอกแถวที่พักนั่นแหละ มีทั้งอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ผสมผสานกับรสชาติแขกได้อย่างลงตัว ถือว่าหายอยาก หลังจากกินมังสวิรัติมาหลายมื้อ

DSC00241

พอตกค่ำก็ออกไปเดินเล่นที่ตลาด ถ่ายรูปริมแม่น้ำคงคาอีกครั้งเป็นการส่งท้าย เพราะนี่เป็นคืนสุดท้ายของทริปแล้ว

ร้านนี้เราชอบกันมาก Egg Roll อร่อยมาก ๆ หลายวันไม่ได้กินไข่ โหยหาไข่มาก ข้าวผัดก็อร่อยมากกก
เอาเข้าจริง ๆ อาหารที่พาราณสีไม่แย่เลย แม้จะมีตัวเลือกไม่มาก แต่รสชาติโอเค ถูกปากคนไทย

DSC00377
ส่วนตาลุงนี่ เราเจอแกทุกวัน ชอบตะโกนทักกลุ่มเราว่า ไอ เลิฟ ยู ไชน่า 555

ก่อนเดินกลับที่พัก เราเจอขบวนแห่งานแต่งงานด้วย เจ้าบ่าวขี่ม้าทรงเครื่องครบจัดเต็ม มีขบวนแห่ เสียงดนตรี ดอกไม้ไฟ บรรเลงกันกระหึ่ม ยิ่งใหญ่มาก มาอินเดียรอบนี้คือคุ้มมากจริง ๆ ครับ

DSC00454

เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนไปสนามบิน พวกเรามีภารกิจสุดท้าย ที่หากไม่ลองทำคงคาใจไปชั่วชีวิต นั่นก็คือ การลงไปอาบน้ำล้างตัวสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา

DSC00422

DSC00447

สิ่งที่ได้กลับมาคือการเอาชนะใจตัวเอง ลองพิสูจน์ในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า แล้วก็พบว่าบางจุดนั้นไม่สกปรกเลย ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าอะไรทั้งนั้น แถมน้ำยังดูสะอาดมากอย่างไม่น่าเชื่อ ชาวบ้านก็คอยช่วยแนะนำวิธีการต่าง ๆ รู้สึกประทับใจมาก นั่นอาจเป็นเพราะเราโยนความคาดหวังทิ้งไว้ตั้งแต่ที่บ้าน ก่อนมาภาพในหัวคือติดลบ พอมาเจอผู้คนน่ารัก คอยช่วยเหลือ ไม่โกง อาหารกินได้ ไม่เจอภาพอุจาดตามาก แม้ว่าจะเห็นขี้หรือศพบ้างแต่นั่นก็สัจธรรมไม่ได้หดหู่อะไรนัก ไม่มีกลิ่นเหม็น อาจเป็นเพราะเรามาหน้าหนาว แล้วก็บ้านเขาไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์ด้วย สิ่งที่เราเจอเลยดีเกินคาด ถ้าจะมีเหตุให้ต้องไปอีก เราก็จะไม่ปฏิเสธ

DSC00388

พาราณสี ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของโลก ที่นักเดินทางควรมาเปิดประสบการณ์ให้ตัวเองสักครั้ง เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของพลังศรัทธา ความเชื่ออันแข็งแกร่ง พิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และผู้คนที่น่ารักเป็นมิตร เปิดใจแล้วลองมาเที่ยวดู ดีกว่าที่คิด ประทับใจกว่าที่ตาเห็นแน่นอน

Leh Ladakh ผจญภัยสุดปลายฟ้า ใต้หล้าหิมาลัย

Cover FB1

ได้ยินได้เห็นผ่านหูผ่านตามา 2-3 ปีเห็นจะได้ กับดินแดนโร้ดทริปที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Leh Ladakh เขตปกครองพิเศษแห่งอินเดียเหนือ ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ สะพรั่งไปด้วยศาสนสถานฉบับพุทธทิเบต เทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ มีวิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามอลังการ นับเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักเดินทางสายลุยจากทั่วทุกมุมโลก

ก่อนจะเริ่มเล่า ผมขอเกริ่นด้วยการเดินทางก่อนสักนิดนึง การจะไปเที่ยวเลห์ ลาดักห์ นั้นไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย ต้องนั่งเครื่องไปลงที่เดลีก่อน แล้วถึงจะต่อไปเลห์ได้ โดยผมเลือกบินกับการบินไทย เพราะชอบเป็นการส่วนตัว อาหารอร่อย ที่นั่งสะดวกสบาย การบริการก็ดี Cabin Crew ยิ้มแย้มน่ารักเป็นกันเอง บินแล้วรู้สึกสบายต่างกันเห็น ๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

DSC05031

พอถึงเดลีในช่วงกลางดึกเกือบฟ้าสาง เราก็ทรานซิทเครื่องไปเมืองเลห์ด้วยสายการบิน Jet Airways ในเวลาเช้าตรู่ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เฉกเช่นกับผู้โดยสารอีกหลายคน ไม่มีเสียงพูดคุย จะได้ยินก็เพียงเสียงชัตเตอร์กล้องที่ถูกกดอย่างต่อเนื่อง ก็ตามที่เห็นนั่นแหละครับ

DSC05025

DSC05035

การมาเที่ยวที่นี่นั้นไม่ใช่ว่าสามารถเช่ารถแล้วขับไปไหนมาไหนเองได้นะ จะต้องมีการจองเอเยนต์ทัวร์ ที่ขายเป็นทริป โดยผมเลือกใช้ของบริษัท Exotique Repubic จองมาจากเมืองไทยเลย ดูแลและบริหารโดยคนไทย ซึ่งเขาจะประสานงานกับทางนี้ให้ทั้งหมด ทั้งเรื่องวีซ่า ไกด์ ที่พัก อาหารบางมื้อ รวมทั้งรถพร้อมคนขับด้วย เมื่อเดินทางมาถึงไกด์จะมารอเราที่สนามบินพร้อมเขียนป้ายชื่อต้อนรับเลย

Day 1

DSC05042

เราไปกันทั้งหมด 5 คน โดยแพ็จเกจที่คณะผมเลือกคือแบบ 8 วัน 7 คืน เรียกว่าจัดเต็มเที่ยวครบทุกรส แต่ก่อนที่จะเริ่มเที่ยวไกด์จะพาเราไปยังที่พักก่อน เพื่อพูดคุยถึงแพลนในทริปพร้อมให้เรานอนกลางวันพักผ่อนเพื่อปรับสภาพร่างกาย เพราะเนื่องจาก Leh เป็นเมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,XXX เมตร ++ อากาศก็เบาบางและแห้งกว่าประเทศไทยหลายเท่า หากไปถึงแล้วเที่ยวเลยโดยไม่นอนพักก่อน อาจเป็นอันตรายได้ บางกรณีถึงกับเสียชีวิตก็เคยมีมาแล้ว ข้อควรปฏิบัติเมื่อมาถึงคือการเคลื่อนไหวร่างกายช้า ๆ อย่าวิ่งหรือทำอะไรเร็ว ๆ และควรดื่มน้ำให้มาก ๆ

DSC05045

ที่พักของเราคือ Goji Villa ตั้งอยู่ห่างจาก Leh Market ไม่ถึง 1 กม. จะเป็นเกรดเกสเฮ้าส์ ห้องพักดี สะอาด แต่อาหารเช้าต้องทำใจเพราะไม่อร่อย ควรเตรียมเสบียงเสริมมาจากไทยให้พร้อม ไวไฟพอใช้ได้ แต่ไฟฟ้าในโซนนี้ก็พร้อมดับตลอดเวลาเช่นกัน เอาแน่เอานอนไม่ได้ โดยเราจะพักอยู่ที่นี่ถึง 5 คืน สัมภาระเอาออกมาเทได้ตามสะดวก

DSC05049

DSC05051

กลางคืนอากาศจะหนาวมาก ๆ น้ำอุ่นก็มาแบบไม่เต็มที่ ต้องอาศัยสกิลวิ่งผ่านน้ำทุกวัน ฮ่า

DSC05053
วิวจากดาดฟ้าที่พัก

DSC05056

DSC05063
เด็กน้อยท้องถิ่น

หลังจากที่ได้นอนกลางวัน 2-3 ชม. ตื่นมาช่วงบ่ายแก่ ๆ ก็ได้เวลาของโปรแกรมวันแรก เราจะไปเที่ยวกันชิลล์ ๆ ยังสถานที่ใกล้ ๆ 3 แห่งเพื่อให้ร่างกายได้แอคทีฟปรับตัวเข้ากับพื้นที่สูงได้มากขึ้น

DSC05074

แค่วิวระหว่างทางก็เล่นเอาอ้าปากค้างกันเป็นแถว

DSC05077

Shanti Stupa

DSC05093-2

 

เริ่มกันที่แรก Shanti Stupa หรือเจดีย์สันติภาพ เป็นเจดีย์สีขาวขนาดใหญ่ทรงระฆังคว่ำศิลปะแบบทิเบต มีฐานกลมวนรอบสองชั้น สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1985 โดย องค์กรพุทธศาสนาแห่งญี่ปุ่น (The Japanese of World Peace ) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนทั้งโลกร่วมมือร่วมกันใจกันสรรค์สร้างสันติภาพ และถือเป็นการ ฉลองวาระครบรอบ 2,500 ปี แห่งพระพุทธศาสนาอีกด้วย โดยองค์ดาไลลามะ ได้เสด็จมาเป็นประธานเปิดพระเจดีย์ด้วยพระองค์เอง เจดีย์แห่งสันติภาพถูกสร้างไว้ทั่วโลกในลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งในอินเดีย เนปาล ออสเตรเลีย อังกฤษ อิตาลี โปแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น โดยเจดีย์สันติภาพแห่งแรกตั้งอยู่ที่ เมืองฮิโรซิม่า และนางาซากิ เมืองที่ถูกทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

Shanti Stupa ตั้งอยู่บนเนินเขาเด่นสง่า ตรงลานเจดีย์นับเป็นจุดชมวิว 360 องศาที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองเลห์ และที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวเลห์อีกด้วย นับว่าเจดีย์สันติภาพคือหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของ การเรียกร้องสันติภาพให้แก่ชาวโลกเลยก็ว่าได้

DSC05079

DSC05108

DSC05096
วันนั้นเราโชคดีมากที่ได้เจอพระสงฆ์มาสวดมนต์อยู่หน้าเจดีย์

DSC05111

Leh Palace

จากนั้นเราเดินทางไปกันต่อที่ พระราชวังเลห์ หรือ Leh Palace ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก

DSC05114
วิวระหว่างทางยังคงสะกดเราอยู่เสมอ

DSC05133

Leh Palace เป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สําคัญของเขตลาดักห์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1630 โดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อเป็นที่ระลึกถึงกษัตริย์องค์ก่อนคือ Singge Namgyal และเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ แคว้นลาดัคห์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1630-1830 ก่อนที่จะย้ายพระราชฐานไปยัง Stock Palace ในภายหลัง

DSC05134

พระราชวังเลห์มีขนาดความสูง 9 ชั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างโดดเด่นที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากจตุรัส เมืองเลห์ กําแพงพระราชวังแข็งแรงด้วยโครงสร้างแบบหินที่ถูกฉาบด้วยทองแดงผสมทองคํา ภายในมีรูปปั้นพระศากยมุนีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นลาดักห์ จุดเด่นของพระราชวังเลห์คือวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในรูปแบบพาโนรามา ที่สามารถมองเห็นเมืองเลห์ได้จากที่สูงอันถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูงสวยงาม

DSC05184

DSC05146

DSC05161

DSC05180

Leh Market

ปิดท้ายวันด้วยการไปเดินตลาดพื้นเมืองเลห์ ที่เต็มไปด้วยแหล่งขายสินค้านานาชนิดที่น่าสนใจอย่างมากมาย ทั้งสินค้าพื้นเมืองที่แปลกตา พ่อค้าแม่ค้าที่มีการแต่งกายแบบชาวเลห์และค้าขายตามวิถีชีวิตของเขาจริง ๆ โดยสินค้ามีตั้งแต่อาหารสด อาหารแห้ง ขนมหวาน พืชผักผลไม้ เครื่องประดับ เครื่องแต่ง กาย และอื่น ๆ อีกมายมาย เดินได้ไม่รู้เหนื่อย เพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ

DSC05196

ก่อนจะจบวัน เราควรวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อประเมินร่างกายในวันแรก ซึ่งโชคดีที่ปกติดีทุกคน

DSC05192

Day 2

วันแรกผ่านพ้นก้าวเข้าสู่วันที่สอง เป็นวันแห่งการเที่ยววัดและวิหาร ให้ได้เสพอารยธรรม ซึมซับวิถีชีวิตในแถบลาดักห์กันอย่างเข้มข้น เป็นการวอร์มก่อนจะไปลุยของจริงในวันถัด ๆ ไป

DSC05197
อาม่า (ผมเรียกเอาเอง) ยิ้มให้ผมทุกเช้าก่อนออกจากที่พัก

 

Indus River and Zanskar River

DSC05219

ก่อนจะไปถึงวิหารแรก เรามาแวะถ่ายรูปกันที่จุดสำคัญระหว่างทางกันก่อน นั่นก็คือจุดบรรจบกันของแม่น้ําสองสีคือสินธุและแม่น้ําซันสการ์ แม่น้ําสินธุมีต้นน้ํามาจากที่ราบสูงทิเบต โดยมีความยาวรวมมากกว่า 3,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว เป็นแม่น้ําที่มีความสําคัญต่อชาวอินเดียและปากีสถานอย่างมาก จนมีคํากล่าวที่ว่า แม่น้ําสินธุนั้นคือแม่น้ําแห่งชีวิตของชาวอินเดียและชาวปากีสถาน แม่น้ําซันสการ์มีต้นน้ํามา จากเทือกเขาซันสการ์ซึ่งถือเป็นอาณาเขตเร้นลับและงดงามที่สุดของเลห์ น่าเสียดายในช่วงที่ผมไป (เดือนกันยายน) น้ำนั้นน้อยไปจนแห้งเหือด ถ้ามาช่วงมิถุนา-กรกฎา จะสวยกว่านี้ครับ

DSC05202

Lamayuru Monastery

DSC05246

มาเริ่มกันที่แรก Lamayuru Monastery อารามนี้ถูกสร้างโดยหินทราย ตั้งอยู่บนภูเขาหินสูง 3,500 เมตรจากระดับน้ําทะเล สามารถมองเห็นหุบเขาและ หมู่บ้านลามายูรูได้อย่างชัดเจน มีอากาศสดชื่นทัศนียภาพโดยรอบสวยงามจากภาพมุมสูง ภายในถูกตกแต่ง โดยศิลปะในแบบทิเบตดั้งเดิม ประดับประดาไปด้วยสีสันของภาพวาดตามฝาผนังต่างๆ เช่นรูปเทพารักษ์ รูป พระพุทธเจ้าขนาดเล็กจํานวนนับร้อยรูป รวมไปถึงภาพวาดทังก้าอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาอย่างเช่น คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ และเครื่องดนตรีต่างๆ

DSC05259

DSC05253

DSC05251

อารามถูกก่อตั้งในศตวรรษที่ 11 โดย Mahasiddhacharya Naropa เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายหมวกแดง ที่ใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในลาดักห์ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา (Yungdrung Tharpaling Gompa) โดยยุงตรุงในภาษาทิเบต หมายถึง เครื่องหมายสวัสติกะ

DSC05271

DSC05276

Likir Monastery

DSC05312

ที่ต่อไปคือ Likir Monastery อารามลิกี้ห์ หรือ อารามกลู-กห์ยิล รร.สอนพระทิเบตน้อย อารามนี้มีการสร้างและตบแต่งในรูปแบบศิลปะของทิเบต ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 14 ชื่อของวัดแปลว่า จิตวิญญาณแห่งสายน้ํา และยังเป็นโรงรียนสอนพระทิเบตน้อยอีกด้วย อีกทั้งเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยะเมตไตรย์ ที่มีความสูงถึง 25 เมตร ประทับนั่งอยู่ กลางแจ้งสามารถมองเห็นเด่นสง่ามาแต่ไกลพระพักตร์ของพระพุทธรูปเปี่ยมเมตตา ดวงเนตรที่เปิดขึ้นเพียง ครึ่งเดียว เพ่งมองลงตำรากับจะประทานพรให้แก่เราผู้มาเยือนจากแดนไกลคือภาพลักษณ์เฉพาะตัวของวัดลิกี้ห์ที่ไม่เหมือนใคร

DSC05319

DSC05314

DSC05327

DSC05344

 

Basgo Castle

DSC05353

ช่วงบ่ายแก่ ๆ เราเดินทางต่อไปยังบริเวณเมืองหลวงเก่าของเขตลาดักห์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก และปราสาทดินแห่งนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของยุคนั้นโดยการก่อสร้างเป็นไปในรูปแบบการใช้ดินอัดเข้าหากันจนแน่นและ กลายเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง ถูกสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ Dharmaraja Jamyang Namgial ผู้เป็นพระราช บิดาและกษัตริย์ Singay Namgial ผู้เป็นพระราชบุตร โดยด้านบนสุดของยอดปราสาทสามารถมองชมภาพของพระศรีอริยเมตรัยที่ทําจากดินเหนียวสูงสามชั้น รวมไปถึงสามารถมองเห็นอาราม Basgo และเจดีย์ต่างๆ ในบริเวณนั้นอีกด้วย

DSC05360

DSC05355-2

DSC05383

DSC05377

Military Hall of Fame

ปิดท้ายวันด้วยการไปพิพิธภัณฑ์ของเมืองเลห์ ที่จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวลาดัคห์และสัตว์พื้นเมืองต่างๆ รวมไปถึงข้อมูลสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถาน บริเวณเมืองคาร์กิล และการใช้ชีวิตของทหารในช่วงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บที่มีหิมะตกบนเทือกเขาหิมาลัย

DSC05402

DSC05403

Day 3

หลังจากเที่ยวสบาย ๆ เพื่อปรับร่างกายตลอด 2 วันเต็ม ๆ วันนี้ก็ได้เวลาออกไปเปิดโลกแอดเวนเจอร์แบบโร้ดทริปของจริง เดินทางผ่านเส้นทางอันหฤโหดสู่ไฮเวย์ที่สูงที่สุดในโลก “Khardungla Pass” พร้อมแวะชมวิหาร “Diskit Monastery” แล้วมุ่งสู่ Nubra Valley หุบเขาแห่งทะเลทรายและดอกไม้

DSC05410

DSC05413

DSC05418

DSC05430-2

DSC05425

DSC05438

Khardung La Pass

เส้นทางแห่งคาร์ดุงลา ถนนที่สูงที่สุดในโลก การเดินทางไป Nubra valley หรือหมู่บ้านนูบร้า ต้องผ่านเส้น ทางนี้ คาดุงลาพาส มีความสูงราว 5,600 เมตรจากระดับน้ําทะเล และรถจะขับผ่านจุดที่สูงที่สุดคือ The top of Chang la (ณจุดกึ่งกลางกม.ที่83) สามารถมองเห็นเทือกเขาคาราโครัมแห่งปากีสถานที่มีหิมะปกคลุม วิวสองข้างทางที่เราจะได้สัมผัสนั้น จะถูกฝังอยู่ในหัวเราไปตลอดชีวิต

DSC05487

DSC05450

DSC05461-2

DSC05469

Diskit Monastery

อารามดิสกิต ตั้งอยู่บนเนินเขาในบริเวณหมู่บ้านดิสกิต เป็นอารามในพุทธศาสนาแบบ ทิเบตนิกายหมวกเหลือง (Gelugpa) ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและในภาคเหนือของอินเดีย อารามนี้ก่อตั้งโดย Changzem Tserab Zangpoในศตวรรษท 14

DSC05508

ในปี 1996 ชาวบ้านได้รวมรวบทุนทรัพย์ส่วนตัวบริจาคในการสร้างรูปปั้นองค์พระศรีอริยเมตตรัย ขนาด 12 เมตร นั่งตระหง่าน พระเนตรมองต่ำหันหน้าออกไปทางหมู่บ้านดิสกิต ราวกับจะคอยเฝ้ามอง ดูแลปกป้องผู้คนในหุบเขานูบร้าแห่งนี้ โดยมีองค์ดาไลลามะ ที่ 14 มาทําพิธีเปิดงานด้วยตัวพระองค์เอง

DSC05499

DSC05520

Nubra Valley

DSC05553-2

Nubra (นูบร้า) หมายถึงหุบเขาแห่งดอกไม้ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นแหล่งปลูก Apricot แอปเปิ้ล และผล ไม้นานาชนิดของเลห์ ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาโคราโครัมซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างอินเดียและปากีสถาน มีแม่น้ําชย็อกไหลผ่าน อากาศเย็นสบาย ความสวยงามทางธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ และวิถีชีวิตของชาวเมืองยังคงดั้งเดิมอยู่มาก เพราะทางการอินเดียเพิ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้เมื่อปี 1994 นี่เอง โดยกิจกรรมยอดฮิตคงจะหนีไม่พ้นการขี่เจ้าอูฐสองหนอกกลางทะเลทราย White Sand Dune นั่นเอง

DSC05593-2

DSC05586

หลังจากที่ได้ขี่อูฐ นอกจากประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้พบ ผมก็สังเกตได้ว่าจมูกของอูฐแทบทุกตัวมีรอยแผลฉีก บางตัวจมูกขาดวิ่นก็มี เนื่องมาจากคนเลี้ยงต้องบังคับมันเพื่อให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ นั้นได้ขี่ โอ้ว สะเทือนใจไปสิ ถ้ารู้แบบนี้ผมจะไม่ขี่เขาเด็ดขาด !!

DSC05602

ผ่านค่ำคืนอันสวยงามที่นูบร้า รุ่งขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราก็ออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางยอดฮิต เป็นไฮไลท์สำคัญของทริปที่ทุกคนต้องมา ใช่! ผมกำลังหมายถึง ทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก Pangong Lake

DSC05638

DSC05652

Day 4

แต่ก่อนจะเดินทางไปถึง ระหว่างทางเราก็ได้พบกับเจ้าสัตว์ประจำถิ่นสุดน่ารักอย่างเจ้า Marmot (มาร์ม็อต) สัตว์สปีชี่เดียวกับกระรอกนี้ มีความตุ้ยนุ้ย ไม่กลัวคน บ้างก็มาเกาะ บ้างมาสะกิด แถมยังสู้กล้อง เป็นนายแบบนางแบบให้เราได้แชะไปหลายช็อต ก่อนจะผลุบ ๆ โผล่ ๆ ลงรูไป

DSC05692

DSC05686-2

DSC05689-2

IMG_8716

Pangong Tso (Pangong Lake)

DSC05709-2

DSC05717

DSC05725

Pangong Lake คือทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ในอ้อมกอดของหุบเขาหลายสี เมื่อมองจากเส้นทางโดดเดี่ยวเวิ้งว้างด้านบน ภาพของทะเลสาบแปงกอง ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองทีละน้อย ก่อนผืนน้ําสีฟ้าใสราวกระจกขนาดมหึมาจะปะทะกับสายตาแบบเต็ม ๆ ภาพนั้นงดงามเกินกว่าความจริง เหมือนฉุดเราไปอยู่อีกดาวเคราะห์ เป็นโลกใบใหม่ที่เราไม่อาจเสียเวลาด้วยการกระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว

DSC05782

ภาพด้านบนคือ 1 ใน 5 สมาชิกในทริปเรา เธอคือ “วอลนัท” นักร้องอิสระและนักเดินทางสาว เจ้าของเพจ “สายทริป” www.facebook.com/saithipsaitrip ลองกดเข้าไปอ่านรีวิวเลห์อีกมุมนึงของเธอ ที่มีทั้งความดิบเถิ่อน และเซอเรียลสุด ๆ กันได้เลยครับ

DSC05787

ทะเลสาบแปงกอง จึงถูกขนานนามว่า “น้ําตาแห่งหิมาลัย” เป็นทะเลสาบน้ํากร่อยกลางทะเลทรายบนเทือกเขาหิมาลัย มีความสูง 4,350 เมตรเหนือระดับน้ําทะเล และนี่ทําให้ที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก หนึ่งในสามของพื้นที่ทะเลสาบตั้งอยู่ในแคว้นลาดักห์ ส่วนที่เหลืออยู่ในฝั่งทิเบต และที่แห่งนี้ยังเป็นทะเลสาบชายขอบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอีกด้วย

DSC05817

DSC05903

DSC05883-2

DSC05909-2

หลังจากที่พวกเราได้เริงร่าอยู่ในสวรรค์แห่งธรรมชาติ ก็ได้เวลาเดินทางกลับเมือง Leh ไปพักผ่อน หลังจากนั่งรถกันอย่างเมามันมาราธอน ซึ่งวันถัดไปจะเป็นวันแห่งการพักผ่อน นอนตื่นสาย ๆ ไปเที่ยววัดทิเบต เดินเล่นชิลล์ ๆ ในตลาด เป็นการรีชาร์จเพื่อรอโปรแกรมหนักในช่วงโค้งสุดท้ายของทริป

Day 5

DSC05936

Thiksey Monastery

DSC06019

DSC06018

อารามติกซี่ เป็นพระอารามใหญ่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขากลางทุ่งราบ ฉาบด้วยสีแดงและขาวเรียงรายลดหลั่นตามเนินเขานับร้อยหลัง มีกุฏิรายล้อมอยู่รอบอารามหลักสูง 12 ชั้น รูปทรงของวัดมีความคล้ายคลึงกับ พระราชวังโปตาลาจนได้รับฉายาว่า “โปตาลาน้อย” อารามนี้ได้รับการกล่าวว่างดงามที่สุดในแคว้นลาดักห์เลยทีเดียว

DSC05953

DSC05939

DSC05945-2

DSC05997

DSC05979

ผ่านพ้นไป 5 วันเต็ม เข้าสู่โค้งสุดท้ายของทริป เราทั้ง 5 คนก็ได้พบอุปสรรคใหญ่นั่นก็คือสภาพร่างกาย หลายคนเริ่มมีปัญหาระบบทางเดินหายใจจากอากาศแห้งและหนาวเย็น การโร้ดทริปในดินแดนแห่งนี้สิ่งที่จำเป็นมากนั่นก็คือผ้าบัฟหรือผ้าปิดจมูก เพราะระหว่างทางฝุ่นจะเยอะมาก ๆ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะป้องกันแค่ไหน ถ้าร่างกายปรับตัวตามไม่ทันก็ป่วยอยู่ดี ควรเตรียมหยูกยามาให้พร้อมนะครับ

DSC06021

Day 6

แม้ว่าร่างกายจะอ่อนปวกเปียก แต่การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป พักผ่อนให้เต็มที่ เพราะรุ่งขึ้นเราจะโร้ดทริปไปยังเส้นทางอันยาวไกล ข้ามฟากไปชมความอลังการของภูผาและทะเลสาบน้ำจืด Tsomoriri

DSC06022

DSC06024

ระหว่างทางไปโมริริ เลค นอกจากจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เวิ้งว้างแปลกตาคล้ายที่ราบสูงแถบมองโกเลียแล้ว ยังจะได้พบกับฝูงม้าป่าที่หาชมไม่ได้ง่าย ๆ อีกด้วย ความรู้สึกผมตอนนั้นคือจำได้ว่าอุทานกับสิ่งที่เห็นไปหลายดอก คือมันสวยจริง ๆ โคตรสวย ถ้ามาเลห์แล้วไม่มาที่นี่ถือว่าพลาดมาก ๆ

DSC06034-2

DSC06046

Tsomoriri (Moriri Lake)

ทะเลสาบน้ําจืดแห่งนี้ตั้งอยู่ในหุบเขา Rupshu (รุบซู) ที่มีภูเขาสูงกว่า 6,000 เมตรโอบล้อมรอบ ชาวท้องถิ่นเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ที่นี่เรามีโอกาสจะได้เจอสัตว์น่ารักอย่างจ้ามาร์ม็อตอีกครั้ง หรือถ้าโชคดี อาจได้เจอสัตว์หายากอย่างหมาป่าทิเบตอีกด้วย

DSC06083

 

DSC06087

DSC06091

Lake View Hotel คือที่พักของเราในคืนนี้ ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า คนที่เข้ามาก่อสร้างโรงแรมที่นี่นั้นเขาต้องฝ่าฟันความยากลำบากมาขนาดไหน ต้องขนหินดินทรายผ่านหนทางที่เต็มไปด้วยอันตราย อากาศก็สุดจะหนาว สำหรับผมที่นี่นั้นหนาวที่สุดในเลห์ เพราะทำเลที่ตั้งนั้นอยู่บนภูเขาสูง โอบล้อมด้วยเทือกเขาเป็นแนวยาว มีทะเลสาบซึ่งรับลมเต็ม ๆ แต่อย่างว่าแม้จะทรมานแค่ไหน แต่มันก็คุ้มค่ากับการมาสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้ง ดังภาพด้านบนคือวิวจากหน้าต่างห้องนอน

DSC06097

DSC06092

DSC06105

DSC06111

DSC06117

เป็นค่ำคืนอันหนาวเหน็บ หนาวจนเล็บแทบจะหลุด เรื่องอาบน้ำนั่นลืมไปเสียเถิด ขอซุกตัวในผ้าห่มข่มตานอนจนถึงเช้าเพื่อไปจิบชาร้อนเร็ว ๆ (จริงๆ อยากจะกระดกชาเสียด้วยซ้ำ แต่ลำไส้คงทะลุ) บางซีนที่ผมเล่ามานั้นไม่มีรูปถ่าย เพราะมันหนาวจนไม่อยากทำอะไรเลยจริง ๆ

Day 7

DSC06141

เช้าวันใหม่ดูสดใสขึ้นทันตา เมื่อรู้ว่าจะได้กลับบ้านแล้วโว้ยยยยย!! 555 คือมันก็มีความสุขกับการเดินทางนะ แต่ตอนนี้อยากกลับบ้านแล้ว แม้วิวจะสวยขนาดนี้ก็ตาม และแล้วการเดินทางในวันสุดท้ายก็เริ่มขึ้น กับการขึ้นไปถ่ายภาพวิวมุมสูง สามารถมองเห็นทัศนียภาพของ Moriri Lake แบบเต็มตา

DSC06148

DSC06168-2

DSC06176

DSC06193

ระหว่างทางกลับเมืองเลห์ เรายังคงแวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เจอวิวสวย ๆ ก็จอดถ่าย นี่คือสเน่ห์ของโร้ดทริปที่การเดินทางแบบอื่นให้ไม่ได้ โดยก่อนกลับเราได้แวะจุดหมายสุดท้ายซึ่งเซอร์ไพรส์เรามาก ๆ นั่นก็คือทะเลสาบเกลือโซการ์ มหัศจรรย์ธรรมชาติสร้าง

DSC06202

 

DSC06236

Tsokar Lake

ทะเลสาบเกลือโซการ์ มีเอกลักษณ์พิเศษโดยมีสีครามเข้ม ท้องน้ําสงบนิ่งจนสะท้อนกับภูเขาที่อยู่รอบข้างลง ไปเป็นภาพสามมิติอันสวยงาม น้ําใสราวกับกระจก หากโชคดีอาจจะได้เห็นขบวนคาราวานของสรรพสัตว์ โดยเฉพาะนกน้ำหายากชนิดต่าง ๆ

DSC06249

DSC06251