JAIPUR : CRAZY INDIA – CRAZY IN LOVE

ท่องแดนมหาภารตะ “ชัยปุระ” เมืองหลวงแห่งแคว้นราชสถาน ทริปอินเดียครั้งแรกที่เต็มไปด้วยความวายป่วง สนุกครบรส มากด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล จะให้เรากลับไปอีกกี่ครั้งก็ไม่มีวันปฏิเสธ

ตลอด 8 วันที่เราใช้ชีวิตในอินเดีย เราได้พบเจอเรื่องราวประทับใจต่าง ๆ มากมาย ทั้งโหด มันส์ ฮา อัดแน่นไปด้วยความบันเทิงระดับแปดสิบตีนถีบ โดยรีวิวนี้จะเน้นเจาะลึกไปที่ JAIPUR (ชัยปุระ) ก่อน ส่วนอีก 3 เมืองรองรอบด้าน Pushkar , Jodhpur และ Udaipur เราจะมาเหลาให้อ่านกันในอีพีหน้า

MZG_5795

ก่อนจะไปพบกับความบ้าแต่น่ารักของอินเดีย เราจะขอเกริ่นถึงข้อมูลการเดินทาง การเตรียมตัว เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ข้อแนะนำก่อนเดินทางไปชัยปุระมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันก่อน

1. หลายคนคงนึกภาพของอินเดียว่ามันจะต้องลำบาก แร้นแค้น ต้องเสี่ยงกับการถูกโกง บ้านเมืองไม่สะอาด แต่พอเราได้ไปสัมผัสชัยปุระ คือมันผิดคาดมาก มันไม่ดาร์กอย่างที่คิด คนอินเดียน่ารักเป็นมิตรมาก ที่สำคัญเมืองสวยมีเสน่ห์สุด ๆ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูปจะยิ่งรักเมืองนี้เข้าไปอีกกกก

2. อินเดีย ใช้เงินสกุลรูปี ควรแลกมาตั้งแต่เมืองไทยให้พร้อม เวลาคิดเรทก็ง่ายมากแค่หารสองจะกลายเป็นเงินไทย เช่น ซื้อของราคา 100 รูปี ก็เท่ากับ 50 บาท โดยทริปนี้เราไปทั้งหมด 8 วัน 7 คืน กับงบแค่หมื่นห้า (15,000 บาท) ไม่รวมตั๋วและวีซ่า

3. วีซ่าอินเดียนั้นขอไม่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน แค่เปิดคอมกรอกข้อมูลในระบบออนไลน์ ชำระเงินผ่านบัตร จากนั้นไม่เกิน 3 วัน รอรับวีซ่าทางอีเมลได้เลย เร็วมาก สะดวกและราคาประหยัดกว่าไปทำที่สถานทูต เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดในลิงค์นี้แล้วทำตามได้เลย goo.gl/vgqiVp

4. การเดินทางในอินเดียนั้นไม่ยากอย่างที่คิด และรูทของเราแต่ละเมืองนั้นต้องใช้เวลานนั่งรถกันร่วมครึ่งวัน การเช่ารถแบบมีคนขับคือคำตอบที่ใช่ที่สุด เพราะทั้งสะดวกสบายสำหรับคนที่มีสัมภาระเยอะ ที่สำคัญคือมีการตกลงราคากันชัดเจน รับรองว่าไม่โดนโกงแน่นอน

โดยเรทการเช่ารถแบบนี้จะอยู่ที่วันละ $72 ต่อวัน หรือประมาณ 2,500 บาท โดยราคานี้รวมน้ำมัน ค่าทางด่วน ที่จอดรถตามสถานที่ต่าง ๆ แล้ว ที่สำคัญถ้าไปหลายคนก็หารกันยิ่งถูกไปอีก แต่ถ้าเกิน 5 คนเรทจะเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยแล้วแต่ขนาดของรถ ซึ่งเราว่ามันคุ้มและปลอดภัยจากการโดนโกงมาก ๆ ส่วนวิธีการหาคนขับ เราแนะนำให้หาใน tripadvisor ที่มี raiting ดี ๆ หน่อย จะได้เพิ่มความอุ่นใจตลอดการเดินทาง

5. เรื่องอาหารนั้น ที่ชัยปุระใช่ว่าจะมีแต่อาหารท้องถิ่น คนที่ไม่ถูกปากกับอาหารแขกนั้นจะอยู่ได้มั้ย ? บอกเลยว่าสบายมาก เพราะที่นี่ก็มีอาหารนานาชาติ หรือร้านฟาสต์ฟู้ดให้เลือกพอสมควร ไม่อดตายแน่ฮะ

6. สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง เช่นทัชมาฮาล , Red Fort , Agra Fort , Baby Taj จะมีส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวคนไทย เพียงแสดงพาสปอร์ตตอนซื้อตั๋ว … ไงล่ะ คนอินเดียน่ารักจริง ๆ นะนายจ๋า

7. สายการบินที่เราบินคือ Air Asia ที่มีบินตรงสู่ Jaipur ไม่ต้องไปต่อเครื่องให้เสียเวลา แถมไฟลท์ก็กำลังดี บินสองทุ่ม ไม่ต้องตื่นเช้า บินไปถึงนู้นก็ห้าทุ่มกว่า เข้าโรงแรมนอนแล้วตื่นมาค่อยเริ่มเที่ยวแบบจัดเต็ม

5O0_2978 copy

หลังจากเพลียกับการเดินทางในวันแรก พอได้นอนสัก 6-7 ชั่วโมง เราก็ตื่นมาพบกับชัยปุระในยามเช้า ท้องฟ้าที่นี่ช่างปลอดโปร่งไร้วี่แววกลุ่มเมฆ แดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ กระทบกับจานอาหารเช้า มองไปเจอฝรั่งกำลังเข้าคลาสโยคะ พร้อมกับที่เรากำลังจิบกาแฟแล้วกระเดือกลงคอ ง่อวว… อินเดียแม่งก็คูลดีว่ะ!

_DSC0398

_DSC0407

_DSC0409

มาเหยียบแคว้นดินแดนมหาราชา จุดหมายแรกของเราคงหนีไม่พ้น City Palace หรือพระราชวังประจำเมือง อันเป็นรากที่บ่งบอกถึงสถานะความมั่งคั่งของเมืองชัยปุระแห่งนี้

City Palace

 

 

ความสวยงามค่อย ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงานศิลปะ ลวดลายของผนัง โทนสีที่จัดจ้านตามสไตล์อินเดีย ถึงแม้ว่าความวิจิตรจะเทียบบ้านเราไม่ได้ แต่เราก็มิอาจปฏิเสธความมีสเน่ห์ของสถาปัตยกรรมแบบเขาได้

_DSC0577

บอกตามตรงว่าแค่ที่แรกเราก็ถ่ายรูปกันอย่างเมามันส์ มุมนั้นก็ดี มุมนี้ก็โดน กับค่าเข้า 300 รูปี (150 บาท) มันอาจเป็นเพราะเราได้เจอสถานที่ใหม่ ๆ สิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน ความตื่นเต้นเลยมีอยู่ตลอดเวลา เราถ่ายรูปกันอย่างบ้าคลั่ง มากกว่าที่อื่น ๆ บนโลกที่เคยไปมา เราคงจะตกหลุมรักอินเดียเข้าอย่างจังแล้วล่ะ

_DSC0702

 

 

 

จาก City Palace เราเดินทางต่อด้วยรถเช่าพร้อมคนขับ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งเพื่อไปยัง Stepwell Chand Baori แหล่งท่องเที่ยวที่ซุกซ่อนอารยธรรมและความเชื่อของชาวฮินดูไว้อย่างน่าสนใจ …

_DSC0734

Stepwell Chand Baori

_DSC0756

จากที่ทราบข้อมูลมา Stepwell แห่งนี้แหละ คือสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Dark Knight Rise ในฉากที่ Bruce Wayne ถูกจองจำอยู่ในคุกขั้นบันได นั่นทำให้เราไม่รอช้าในการลิสต์เข้ามาอยู่ในทริปนี้

_DSC0736

_DSC0741

Stepwell Chand Baori เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่มีความเก่าแก่ ที่แม้จะมีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่เราก็รู้สึกว่าที่แห่งนี้มีมนต์ขลัง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เราได้ไม่น้อยทีเดียว

ถ้าหากเพื่อน ๆ แวะมาเที่ยวที่ Chand Baori แล้ว ก็อย่าลืมการเปิดวาร์ปต่อไปยังอักกรา ซึ่งอยู่ในเส้นทางเดียวกัน เพื่อไปยล 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ นั่นก็คือ “ทัชมาฮาล” อนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ไปดูให้เห็นกับตาว่าพระราชวังแห่งนี้สวยงามมากแค่ไหน ซึ่งเราเองก็อธิบายไม่ถูก รู้แต่ว่าภาพที่ถ่ายมานี้ยังสวยไม่ได้ครึ่งกับสองตาที่เห็นเลยจริง ๆ

_DSC0836

ตลอดการเดินทางท่องเที่ยวมาเกือบ 3 ปี เรื่องราวที่เราประทับใจนอกเหนือสถานที่อันสวยงามต่าง ๆ ก็คือผู้คน สำหรับเราผู้คนคือองค์ประกอบสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มเรื่องราวในทริปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และผู้คนของชัยปุระ ก็มีเสน่ห์ มีคาแร็กเตอร์ทุกคน สร้างรอยยิ้มและความสุขในการถ่ายรูปของเราเหลือเกิน

กล้องและเลนส์ที่เราใช้ในทริปนี้กว่า 90% คือ NIKON D500 + Lens 16-80mm F/2.8-4 VR

เราขอขั้นรายการด้วยภาพผู้คนบางส่วนที่เราไปพบเจอมาระหว่างทาง …

_DSC0699

_DSC0725

_DSC0727

_DSC0792

_DSC1196

_DSC1223

_DSC2902

_DSC2688

_DSC2678

จุดไฮไลท์ต่อมาคือป้อมปราการที่สวยงามและยิ่งใหญ่อย่าง Amber Fort โดยมุมมหาชนห้ามพลาดคือบริเวณหน้าป้อมก่อนถึงทางเข้า เราจะได้เห็นป้อมปราการสีอิฐสะท้อนกับน้ำ โดยมีฝูงนกพิราบคอยบินโฉบไปเฉี่ยวมา ซึ่งเราจะพบประชากรนกพิราบแบบนี้ตลอดการเดินทาง เรียกว่ามองไปทางไหนก็เจอ …

Amber Fort

_DSC1189

_DSC0950

_DSC1107

แม้จะเป็นเวลาเกือบสามชั่วโมงที่เราใช้เวลาอยู่ที่ Amber Fort ท่ามกลางความร้อนของไอแดด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการถ่ายรูปเลย คิดว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะจุดประสงค์หลักที่เรามาอินเดียครั้งนี้คือมาถ่ายรูป ถ่าย ๆ ๆ ๆ ถ่ายจนคนรอบข้างต้องรอขอว่า มึงพอเหอะ!!

แต่ขอบอก อินเดียนี่มันคือสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูปจริง ๆ มันน่าเก็บภาพไปหมด นี่นั่งเขียนรีวิวอยู่ยังอยากกดจองตั๋วแอร์เอเชียบินตรงไปลงชัยปุระอีกสักรอบเดี๋ยวนี้เลย!!

 

_DSC1019

Amber Fort เหมือนพาให้เราดำดิ่งสู่อินเดียยุครุ่งเรือง ให้เห็นถึงความฟู่ฟ่าของราชวงศ์ในอดีต แถมยังได้เห็นวิวสวย ๆ จากด้านบน เห็นแนวกำแพงทอดยาวไปตามทิวเขา เชื่อแล้วว่าที่นี่คือเมืองมหาราชาที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ

_DSC0936

 

ทางกลับจาก Amber Fort เราจะผ่านพระราชวังฤดูร้อน หรือพระราชวังกลางน้ำ Jal Mahal อันโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนทะเลสาบ Man Sagar ใครไปใครมาเป็นต้องแวะมาถ่ายรูปกลับไป ยิ่งตอนพระอาทิตย์ตกนี่ยิ่งสวย โดยบริเวณจุดชมวิวจะเต็มไปด้วยร้านขายของพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ แถมราคายังถูกมากด้วย ขาช้อปนี่อยู่กันยาว

Jal Mahal 

_DSC1205

P1160065

 

 

 

MZG_5899
หมองู ภาพชินตาที่เราสามารถเห็นได้ทุกที่ ถ้าจะถ่ายรูปให้เตรียมเงินไว้จ่ายเขาด้วยนะ

ถัดจากพระราชวังกลางน้ำ เรามาแวะถ่ายรูปคูล ๆ ท่ามกลางฝูงนกพิราบกันที่ Albert Hall หรือพิพิธภัณฑ์กลางของเมืองชัยปุระ สร้างตามสถาปัตยกรรมของอังกฤษ ดูแปลกแยกจากรูปแบบอาคารบ้านเรือนของเมืองชัยปุระทั่ว ๆ ไป โดยด้านในจัดแสดงวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยในราชสถาน รวมถึงห้องสมุดและภาพวาดแบบย่อส่วน แต่เราไม่ได้เข้าไป เพราะมัวแต่ถ่ายนกอยู่ข้างนอก ฮ่า ๆ

_DSC2790

จริง ๆ แล้วเราเสียเวลาไปกับการโดนคนอินเดียขอถ่ายรูปต่างหาก ต้องบอกว่าเราเคยได้ยินมานานว่าคนอินเดียชอบถ่ายรูปมาก แต่ไม่คิดว่าจะชอบมาขอถ่ายกับเราด้วย เรียกว่าเดินไปไหนก็เจอรุมถ่ายตลอด แล้วเขาก็ไม่สนใจด้วยนะว่าเราจะทำอะไรอยู่ คือฉันจะถ่ายกะเทออ่ะ มีไรป้ะ พีคคคมาก อยู่อินเดียนี่เซเล็บนะจ๊ะ

_DSC2709

Hawa Mahal

ราชสถาน เป็นแคว้นแห่งป้อมปราการและพระราชวังโดยแท้ มีทั้งพระราชวังฤดูร้อน ฤดูหนาว และที่พลาดไม่ได้คือพระราชวังสายลม หรือ Hawa Mahal อันเป็นสัญลักษณ์ของชัยปุระเลยก็ว่าได้

_DSC3028

ฮาวามาฮาลมีความสูงถึง 5 ชั้น สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีชมพู ทำให้มีความโดดเด่นหยุดทุกสายตา เป็นที่มาของชัยปุระที่ถูกระบือชื่อว่า “นครสีชมพู” แต่เมื่อมองด้วยตาเปล่ามันจะออกสีอิฐส้ม ๆ ไม่ค่อยจะชมพูเท่าไร

_DSC2832

 

 

ส่วนเรื่องมุมถ่ายรูปนี่ไม่ต้องพูดถึง ได้หมดครบทุกฟังก์ชั่น จะเสยเงย มุมตะแคง มีให้ถ่ายกันสนุก ยิ่งรอจังหวะคนชะโงกหน้าที่ช่องหน้าต่างยิ่งได้อารมณ์สุด ๆ เลยล่ะ

_DSC2900

_DSC2911

หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งรับลมชิลล์ ๆ ก็ไม่เลว ที่ฝั่งตรงข้ามเขามีคาเฟ่อยู่ชั้นบน สามารถมองวิวพร้อมกับลิ้มรสเครื่องดื่มแก้วโปรด ซึ่งเราอยากให้ลองลาสซี่ (โยเกิร์ตอินเดีย) รสผลไม้ เด็ดจริงไรจริง

ลงจากคาเฟ่มา อีกสิ่งที่ควรทำคือช้อปปิ้งและหาสตรีทฟู้ดเด็ด ๆ กินสักร้าน ย่านนี้คือแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ ตามถนนเส้นยาวเต็มไปด้วยร้านขายของ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายต่าง ๆ เครื่องประดับ งานศิลปะทำมือ ฯลฯ เรียกว่าถูกใจขาช้อปแน่นอน ที่สำคัญใครที่ตามหาสินค้าแบรนด์ Himalaya ก็มาจัดกันได้เลย

และนี่คือบรรยากาศระหว่างที่เราเดินช้อปปิ้ง ถ่ายรูปมันส์มืออีกล้าวววว …

_DSC3069

_DSC3071

_DSC3082

_DSC3086

_DSC3088

_DSC3085

_DSC3084
ถ้าคุณเดินมาเจอร้านนี้ โปรดอย่าลังเล เข้าไปกินซะ อร่อยทุกอย่าง เป็นร้านโปรดตลอดทริป

_DSC3087

_DSC3097

_DSC3068
ออโต้ริกชอว์ ยานพาหนะคู่เมือง ฟีลแบบตุ๊กตุ๊กบ้านเรานี่แหละ

 

หลังจากกินชิมช้อปจนเสร็จ เราจึงมาปิดท้ายชัยปุระด้วยการไปชมวิวพระอาทิตย์ตกสุดอลังการ ที่ Nahargarh Fort โดยเราสามารถมองเห็นวิวเมืองนี้ได้อย่างเต็มตา ในแบบที่ไม่คิดมาก่อนว่าอินเดียมีมุมแบบนี้ด้วยหรอวะ มันโคตรสวยเลยยยยย

Nahargarh Fort

_DSC3101

Nahargarh Fort หรือรู้จักกันในชื่อป้อมไทเกอร์ (Tiger Fort) ห่างจากเมืองชัยปุระไปทางทิศเหนือราว 5 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวเมืองที่สวยงามที่สุด สร้างในปี ค.ศ. 1734 สมัยมหาราชาไสวจัย ซิงห์ที่ 2 เพื่อช่วยปกป้องเมืองชัยปุระจากการรุกรานมาจนถึงปัจจุบัน

_DSC3117

_DSC3139

การเดินทางมาที่ป้อมไทเกอร์ นั่นค่อนข้างไกลพอสมควร เพราะทางขึ้นเขานั้นค่อนข้างชันและคดเคี้ยว ควรเผื่อเวลาสักนิด โดยจะเหมาออโต้ริกชอว์ขึ้นมาก็ได้ หรือถ้าเช่ารถมีคนขับแบบเราอยู่แล้วก็สบายหน่อย

นอกจากวิวสวย ๆ ภายนอกแล้ว ภายในตัวป้อมก็ยังมีอะไรน่าสนใจอีกเพียบ มีห้องหับซุกซ่อนเป็นเขาวงกต มีงานสถาปัตยกรรม พื้นผิวลวดลายที่สวยงาม เสียดายที่เรามาช้าไปหน่อยได้เก็บแค่วิว ส่วนภายในนั้นไม่มีเวลามากพอที่จะเดินสำรวจได้ ควรมาเร็วหน่อย 5 โมงครึ่งเขาก็ปิดซะแล้ว

_DSC3163

_DSC3205

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในทริปอินเดียครั้งแรกของเรา ทำเอาตกหลุมรักจนแทบโงหัวไม่ขึ้น เราหลงใหลในความบ้าต่าง ๆ ทั้งวัฒนธรรม ความมีสีสันของเมืองและผู้คน เสียงแตรที่ได้ยินแทบตลอดวัน แต่สุดท้ายแล้วเรากลับพบว่าสิ่งที่บ้ากว่าก็คือเราเองนั่นแหละ บอกตามตรงว่าตอนนี้ยังคิดถึงไม่หาย อยากจะกลับไปซ้ำอีกหลาย ๆ รอบ

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนรักการเดินทาง ชอบค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ให้ชีวิต หรือว่าชอบถ่ายรูป ยังไงซะก็ตกหลุมรักอินเดียเหมือนเราแน่นอน ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปสักครั้งแล้วจะรู้ …

P1160503

โปรดติดตามตอนต่อไป ยังมีอีกหลายเมือง หลายสถานที่ที่เราอยากเล่าให้ฟัง !

Coming soon …

 

 

 

Long way to the Island : INDONESIA (Bali / Bromo / Ijen)

 

ทริปบุกป่าฝ่าดง ปีนผา ไต่เขา ในดินแดนแห่งภูเขาไฟ อินโดนีเซีย กับจุดหมายในฝันของใครหลายคน บาหลี โบรโม่ อีเจี้ยน ที่ทั้งโหด มันส์ พร้อมรับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใครในโลก ใครอยากตามรอย ต้องอาศัยสกิลการอดหลับอดนอนพอสมควร เพราะเราเที่ยวจัดเต็มแบบ Non-stop สมชื่อ

5O0_2965

โดยทริปนี้เราเลือกบินไม่ใช่ใครที่ไหน Air Asia เจ้าเก่าขาประจำนั่นไง เพราะเขาบินตรงสู่บาหลีทุกวัน แม้ว่ารอบจะเช้าตรู่ แต่ก็ไปถึงบาหลีเร็วสามารถเที่ยวได้ทันที บินกับหางแดงที่ไรถึงเร็วกว่ากำหนดตลอดเลย

5O0_2968

พอขึ้นไปนั่งได้สักพักเราก็เผลอหลับไปนอนไหนไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็ใกล้ถึง เห็นลูกเรือกำลังประดับธงชาติอินโดเป็นทิวแถว มารู้อีกทีเราบินไปตรงกับวันชาติเขาพอดี บรรยากาศเลยสนุกสนานคึกครื้นเข้าไปอีก ฮ่าาา!!

5O0_2992

5O0_3011

Cover Bali

ทันทีที่เครื่องแลนดิ้งบนเกาะบาหลี เราก็รีบบึ่งไปจุดหมายแรกทันที Uluwatu Temple วัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของบาหลี จุดเด่นคือมีพื้นที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง ติดชายฝั่งทะเลที่สวยงาม แถมยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งอีกด้วย

Uluwatu

5O0_3114

หลังจากลุยถ่ายภาพที่ Uluwatu เสร็จ เราตั้งใจจะไปเก็บแสงสุดท้ายที่วิหาร Tanah lot แต่โชคร้ายที่เราทำเวลาไม่ทัน ครั้นจะไปแก้มือตอนเช้ารุ่งขึ้นก็โดนพายุฝนโถมเล่นงาน ทำเอาถ่ายรูปไม่ได้ความเลย เสียจุยย ช่วงสาย ๆ เราจึงออกเดินทางไปยังน้ำตก Tegenungan อีกจุดหมายห้ามพลาดของเกาะบาหลี

Tegenunkan

ภาพถ่ายมุมกว้างทำให้เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของผืนป่าอันเขียวขจี โอบล้อมน้ำตกน้อย เผยให้เห็นเหล่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ กำลังเดินสำรวจสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น

5O0_3292

ถัดจากน้ำตกเรามาเที่ยวกันต่อที่ Goa Gajah ถ้าช้างศักดิ์สิทธื์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อายุนับพันปี ที่บอกเลยว่าทั้งขลัง น่าเกรงขาม และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

Goa Gajah

5O0_3363

ก่อนจะมาปิดท้ายวันที่สอง ณ นาขั้นบันไดสุดฮ็อต “Tegalalang Rice Terrace” แหล่งท่องเที่ยวที่มาแรงที่สุดในบาหลี อาจเป็นนาขั้นบันไดที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนซาปา ประเทศเวียดนาม แต่มันมีเสน่ห์เฉพาะตัว ที่สามารถเดินลงไปตามทาง ลัดเลาะไปยังอีกฝั่ง เลือกมุมถ่ายรูปสวย ๆ ได้หลากหลาย พร้อมด้วยคาเฟ่เกร๋ ๆ ที่รอให้เราได้ไปนั่งละเลียดเครื่องดื่มและขนมขณะชมวิวทุ่งนาแห่งนี้ …-

Tegalalang

5O0_3427

5O0_3446

วันต่อมาเรายังคงออกไปเสพอารยธรรมเก่าแก่กันต่อ ที่ Gunung Kawi อนุสรณ์สถานแห่งราชวงศ์บาหลี ตลอดเส้นทางการเดินเข้าไปนั้น บอกตามตรงว่าเราเหมือนต้องมนต์สะกด สถานที่มันเหมือนกับในหนังล่าขุมทรัพย์สุดคลาสสิกอย่าง Indianna Jones และ Tomb Raider ยังไงยังงั้น

Gunung Kawi

5O0_3504

ภาพบนซ้ายคือความเข้าใจผิดของเรา เขาไม่อนุญาตให้ขึ้นไปบนบันได แต่เราให้เพื่อนเดินขึ้นไปเป็นแบบ เพราะเขาไม่มีป้ายติดไว้ว่าห้ามขึ้น ยังไงถ้าเพื่อน ๆ ไปก็อย่าขึ้นไปนะครับ เดี๋ยวโดนเจ้าหน้าที่ว๊ากใส่ อิอิ

5O0_3483

เราออกเดินทางกันต่อ ไปที่อีกจุดไฮไลท์ของบาหลี แหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก กับการมาอาบน้ำที่บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ Pura Tirta Empul

Pura Tirta

5O0_3594

ระหว่างเดินถ่ายรูปอยู่ เราก็เกิดไปสะดุดตากับหญิงสาวผู้หนึ่ง เราจึงเฝ้าติดตามเธอทำพิธีกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เราได้เห็นทุกกระบวนการของความเชื่อแบบฮินดู ที่ทั้งขลังและทรงพลังสุด ๆ โดยหญิงสาวดังกล่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือผู้ประกาศสาวชาวบาหลีเจ้าถิ่นนี่เอง เรานี่มันตาถึงจริง ๆ แฮะ

 

5O0_3617

MT. Batur

พักอารยธรรมกันสักนิด เดี๋ยวจะเอียนกันซะก่อน เรากลับมายังที่พักเพื่อนอนเอาแรงตั้งแต่หัวค่ำ เพราะตีสองต้องตื่นเพื่อไปขึ้นรถ ที่จะพาเราไปยังภูเขาไฟบาตู เราจะต้องเริ่มเดินขึ้นเขาตอนประมาณตีสามครึ่ง เพื่อไปชมแสงแรกบนยอดเขา ความท้าทายอีกย่างที่เราอยากให้เพื่อน ๆ มาลอง

5O0_3691

วิวภูเขาด้านบนเราสามารถมองเห็นวิวของภูเขาไฟกูนุงและอากุง สองภูเขาไฟที่ปะทุคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งถ้าฟ้าเปิด ๆ นี่มองห็นยอดรินจานีบนเกาะลอมบอกได้อีกด้วย

5O0_3677

ระยะทางในการเดินขึ้นเขาบาตูร์นั้นไม่ยากมาก แต่จะไปชันช่วงท้าย ใครเหนื่อยก็สามารถชมวิวอยู่ตรงชั้นหนึ่งได้ ส่วนใครแรงยังเหลือก็ลุยขึ้นไปจุดบนสุดได้เลย ส่วนเรานะหรอ จุดหนึ่งก็พอ ฮ่าาาาาาา

5O0_3737

5O0_3742

เดินลงเขาบาตูร์มาเสร็จ ตามธรรมเนียมนิยมของนักท่องเที่ยวก็จะมาแช่บ่อน้ำร้อน ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หลังจากใช้งานมาอย่างทารุณตลอดครึ่งวันเช้า ต้องบอกว่าควรค่ามาก ๆ ฝรั่งงานดีสุด ๆ เอ้ยย แช่น้ำแล้วร่างกายกระปรี้กระเปร่าสุด ๆ ไปเลยฮะ

ช่วงเย็นเราเดินทางมายังเดสทิเนชั่นอันดับต้น ๆ เป็นวิชลิสต์ของนักเดินทาง ที่มาบาหลีแล้วต้องมาที่แห่งนี้ Danau Bratan วิหารกลางน้ำ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม เวลาที่ดีที่สุดคือช่วงพระอาทิตย์ขึ้น แต่เราไม่สามารถมาได้ เลยมาเก็บแสงเย็นแทน ซึ่งมันก็สวยงามไปอีกแบบ

Bratan

 

5O0_3979

เราปิดท้ายบาหลีด้วยการล่องเรือที่หาด Lovina เพื่อชมพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า พร้อมกับชมโลมาสุดน่ารัก ซึ่งบอกก่อนว่าเขาเจอกันทุกลำ แต่ลำเราไม่ค่อยเอ็นจอยกับการตื่นเช้านี้สักเท่าไหร่ เพราะร่างกายเหนื่อยอ่อนสุดแรง จึงบอกให้คนเรือวกกลับหลังจากชมแสงแรกเสร็จ แต่แค่นี้ก็สุด ๆ สำหรับเราแล้ว …

Lovina

5O0_4104

พลาดชมโลมา แต่ก็ได้วิถีชาวประมงมาทดแทน เช้านี้ไม่เสียเปล่าแล้วล่ะ

5O0_4121

สายวันนั้นเรานั่งเรือข้ามฟากจากบาหลี มุ่งหน้าสู่เกาะชวา เพื่อเตรียมไปแอดเวนเจอร์กับ 3 สถานที่ที่แสนจะน่าค้นหาและน่าหลงใหล เราตื่นเต้นจนทนไม่ไหว แต่การนั่งรถเพื่อเข้าเมืองอีเจี้ยนนั้นก็ทำให้เราเพลียไม่ใช่น้อย เราต้องเข้าไปนอนในอุทยานแห่งชาติ เพื่อเตรียมร่างกายในการเดินขึ้นเขาในวันรุ่งขึ้น

Cover Ijen

การเดินขึ้นเขาอีเจี้ยน จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะหนทางไม่ได้ไกลอะไรนัก แต่มันชันอยู่ตลอดเวลา ใครไม่ไหวเขาก็มีลูกหาบคอยเข็นรถพาเราไปส่งด้านบนได้ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ระยะทางที่เราเรียก เราตื่นกันตั้งแต่ตี 1 เพื่อจะไปถึงจุดเดินประมาณตี 3 เพื่อไปชมแสงแรกของบนบนปากปล่องภูเขาไฟที่มีกำมะถันหรือซัลเฟอร์คุกรุ่นอยู่ตลอด

5O0_4213

อีกเหตุผลที่เราต้องแหกขี้ตาตื่นก็เพราะไฮไลต์เด็ดอย่างการชม Blue Fire หรือ Blue Flame เปลวไฟสีน้ำเงิน อันเกิดจากเปลวควันของซัลเฟอร์ทำปฏิกิริยากับอ็อกซิเจน ทำให้เกิดเป็นเปลวเพลิงสีน้ำเงิน นับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากมาก ๆ

5O0_4243
ชมแสงแรกและทะเลหมอกยามเช้า
5O0_4355
ทะเลสาบ หินภูเขาไฟ และขุมทรัพย์กำมะถัน
5O0_4315
ชีวิต… ที่ต้องดำเนินไปพร้อมความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

พอเข็มนาฬิกาเริ่มชี้ที่เลข 8 เราก็ต้องเร่งฝีเท้าเพื่อลงเขามาพักผ่อน เก็บประสบการณ์สุดสะบักสะบอมเอาไว้ ก่อนที่ช่วงบ่ายจะไปลุยน้ำตก Madakaripura น้ำตกสุดอลังการ ที่ทั้งลึกลับ สวยงาม และซ่อนเรื่องราวอันน่าค้นหาไว้มากมาย …

Madakaripura

5O0_4417

Madakaripura เป็นน้ำตกที่สูงมาก มีลักษณะเด่นไม่เหมือนใคร คือการน้ำใหลลงสู่เบื้องล่างที่เป็นเวิ้ง เต็มไปด้วยถ้ำและซอกหิน ทำให้น้ำนั้นสาดกระจายเป็นม่าน ทำให้เกิดภาพม่านน้ำตกสุดมหัศจรรย์ ภายในยังมีบ่อน้ำและม่านน้ำตกใหลผ่านอีกแห่ง โดยเราต้องปีนป่ายเข้าไป ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร

ตามตำนานเล่าขานว่า ครั้งหนึ่งนักบวชผู้เคร่งศาสนานามว่า มาดาคาริปุระ ได้เดินเข้าไปทำบำเพ็ญภาวนา ณ น้ำตกแห่งนี้อยู่เป็นประจำ แต่ครั้งล่าสุดที่เขาเข้าไปนั้น เขาก็ไม่กลับออกมาอีกเลย เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย นี่เป็นเรื่องราวที่น่าสะพรึงและมีมนต์ขลัง เหมาะกับน้ำตกแห่งนี้เสียจริง ๆ เพื่อน ๆ ว่ามั้ย ?

5O0_4436

 

The last way to the Island

Cover Bromo

5O0_4455

จุดหมายสุดท้ายในทริป คงจะหนีไม่พ้นพระเอกของเรา Mount Bromo ไฮไลต์สำคัญคือการตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 4 เพื่อเดินขึ้นมายังจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น Penanjakan Viewpoint กับการชมแสงอาทิตย์สีส้มฉาบกับภูเขาไฟ พร้อมด้วยทะเลหมอก ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่

5O0_4502

5O0_4507

วินาทีที่แสงอาทิตย์กระทบกับปากปล่องภูเขาไฟ ควันจากใต้พิภพก็พวยพุ่งขึ้นราวกับอสูรกายแห่งขุมนรก หันไปมองด้านซ้ายก็เจอกับวิวทะเลหมอก ลอยตัดกับทิวเขา เป็นภาพความงดงามสุดจะบรรยายจริง ๆ เราอยากให้เพื่อน ๆ ไปเห็นกับตาตัวเอง

5O0_4520

5O0_4562

เมื่อสภาพแสงเข้าสู่สภาวะปกติ ก็ได้เวลาลงไปสัมผัสกับการขึ้นรถจิ๊บตะลุยทะเลทรายเบื้องล่าง แวะถ่ายรูปชิคคูลกับรถและภูเขาไฟด้านหลัง ก่อนจะย่างกรายขึ้นปากปล่องด้วยเจ้าม้าสุดแกร่ง และนี่เป็นการขี่ม้าครั้งแรกของเรา ต้องบอกว่าทุลักทุเล ตื่นเต้นสุด ๆ เป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ที่จะจดจำไปอีกนาน

บรรยากาศรอบด้าน เหมือนเราพาตัวเองเข้ามาอยู่ในซีนหนังล่าขุมทรัพย์อีกแล้ว การก้าวขึ้นบันไดไปยังปากปล่องภูเขาไฟ รองเท้านั้นแปดเปื้อนไปด้วยเศษผงของลาวา หูสองข้างก็ได้ยินการปะทุของใต้พื้นพิภพอยู่ตลอด ใจสั่นระรัว จนกระทั้งขาสองข้างมาหยุดอยู่ตรงขอบปล่อง …

5O0_4674

ความเป็นความตายนั้นห่างกันแค่เอื้อม หากเราประมาทกับชีวิตนิดเดียว ทุกอย่างก็จบ นี่คือสิ่งที่โบรโม่สอนเรา ทุกการเดินทางมันสอนเราเสมอ อยู่ที่เราเลือกจะเปิดรับ และมองในมุมที่แตกต่างออกไป …

5O0_4702

5O0_4738

5O0_4727

การเดินทางอันแสนยาวนาน การเดินทางแบบ non-stop กำลังจะสิ้นสุดลง แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป

5O0_4742

เราลงมาจากโบรโม่ พร้อมกับคำถามที่ว่า คนเราจะยอมเสี่ยงเดินขึ้นไปหาเรื่องเฉียดตายแบบนั้นทำไม คำถามนี้ผุดขึ้นได้ไม่นานเราก็ได้คำตอบ …

“เราจะได้เห็นคุณค่าของลมหายใจที่เหลืออยู่ยังไงล่ะ”
นี่แหละ ลมหายใจจากพระเจ้าที่แท้จริง … Thanks God 🙂