Hokkaido : เที่ยวฮอกไกโด ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี สัมผัสมนต์สเน่ห์ของธรรมชาติเต็มพิกัด

ตะลอนเที่ยวฮอกไกโด ในฤดูใบไม้ร่วง ความงดงามที่มีเวลาจำกัด ขึ้นรถไฟ ลงรถบัส จากเมืองสู่ชนบท สัมผัสรสชาติการเดินทางแบบเข้มข้น พานพบผู้คนต่างภาษา สายตาทอดยาวมองเทือกเขาสุดตระการตา เป็นประสบการณ์ที่สนุกครบรสไม่รู้ลืม

DSC03994

ก่อนจะเข้าเรื่องเที่ยว จะขอเล่าถึงการเดินทางไปสนามบินก่อน ว่าครั้งนี้เราใช้บริการของ ที่จอดรถ.Com
แหล่งบริการที่จอดรถสำหรับคนเดินทางที่อยากขับรถมาเอง แต่ไม่อยากจอดสนามบินเพราะราคาสูง ที่นี่เป็นอีกทางเลือกที่ดีมาก ๆ สามารถจองวันเวลาเข้าออก พร้อมมีบริการรถรับส่งสนามบินอีกด้วย ฝากรถไว้กับที่นี่สะดวก ปลอดภัย ราคาเป็นกันเอง พนักงานยิ้มแย้ม มีให้เลือกทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> https://www.airxparks.com

DSC02671

ทริปนี้เราบินตรงกับนกสกู๊ต เวลาดีตี 4 บินไปถึงก็เที่ยง ๆ พร้อมเที่ยวได้เลย บินตรงตามเวลา ไม่โดนเท ไม่มีเลื่อนไฟล์ท นั่งสบาย ๆ จนถึงที่หมายหายห่วง

DSC02676

พนักงานต้อนรับยิ้มแย้ม คอยให้บริการดีมาก ๆ

DSC02680

นกสกู๊ต ใช้เครื่องบิน โบอิ้ง 777 ลำใหญ่ กว้างขวาง นั่งสบายกว่า เหยียดขาได้ยาว ไม่เมื่อย ไม่อึดอัด

DSC02688

DSC02690

มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมกับบริการอันแสนประทับใจ

ทานอาหารเสร็จ ก่อนเครื่องจะแลนดิ้ง ก็ชมวิวทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีผ่านหน้าต่าง จุดเริ่มต้นความฟินของทริปนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว

DSC02755

นกสกู๊ต มีบินตรงจากดอนเมือง-ซัปโปโร 4 วันต่อสัปดาห์ดอนเมือง-โอซาก้า และ ดอนเมือง-โตเกียว ทุกวัน อยากเที่ยวซัปโปโร โตเกียวหรือโอซาก้าเมื่อไหร่ ให้นึกถึงนกสกู๊ต ดูข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ >> https://www.nokscoot.com/th

DSC02914

มาถึงวันแรก เรายังไม่ได้เริ่มไปเที่ยวที่ไหน เราขอติดรถรุ่นพี่ที่จะมาเมืองเดียวกันพอดี นั่นก็คือเมือง Asahikawa เมืองใหญ่อันดับสองรองจาก Sapporo ถือเป็นจุดศูนย์กลางในการเที่ยวภาคกลางและตะวันออกของเกาะ สามารถต่อรถไฟไปสายเหนืออย่าง Wakkanai  ไปสุดเขตตะวันออกอย่าง Abashiri หรือ Kushiro ได้ รวมถึงยังใกล้กับเมืองที่เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Biei และ Furano
อีกด้วย จะเช่ารถขับหรือนั่งรถไฟ รถบัส ก็มีบริการให้พร้อมเสร็จสรรพ โดยที่สถานี Asahikawa นั้นมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีขายแพ็กเกจโลคอลทัวร์ในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สะดวกมาก ๆ

DSC03046

และการเดินทางในวันรุ่งขึ้นก็ได้เริ่มต้นขึ้น กับจุดหมายแรกบ่อน้ำสีฟ้า Blue Pond แลนด์มาร์กสำคัญอีกแห่งของฮอกไกโด ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อของเมือง Biei และ Furano จะขับรถมาก็สะดวก หรือจะนั่งรถบัสมาจาก Asahikawa ก็มีให้เลือกตามใจชอบ

DSC02829

Shirogane Blue Pond คือชื่อเต็ม ๆ ของที่นี่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมาก เพราะน้ำที่บึงแห่งนี้มีสีฟ้าอมเขียวเทอร์ควอยซ์ ตัดกับใบไม้เปลี่ยนสี เป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย บลู พอนด์ นั้นจะสวยงามต่างกันไปแต่ละฤดูกาล อย่างช่วงหน้าหนาว ก็จะกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด

ส่วนอากาศในช่วงที่เราไปคือเลขตัวเดียว (30 ตุลาคม 62) หนาวกำลังดี แนะนำให้ไปกับแฟน
เพราะต้องกอดคนข้าง ๆ เพื่อความอบอุ่น

DSC02869

การมาเยือน Shirogane Blue Pond จะถือว่ายังไม่สมบูรณ์ หากยังไม่ได้ไปชมน้ำตก Shirohige ที่ถือว่าเป็นสถานที่คู่แฝดที่อยู่ในอาณาเขตเดียวกัน บอกเลยว่าพีคมาก

DSC02926

DSC02934

ด้วยความที่น้ำตกนั้นไหลเป็นม่านลงสู่หน้าผา ผสานกับลำธารเล็ก ๆ สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ผนวกกับวิวทิวทัศน์ของภูเขาและใบไม้เปลี่ยนสี เป็นภาพที่งดงามสุดจะบรรยาย

DSC02943

DSC02945

โดยจุดชมน้ำตกนั้นสามารถชมได้จากสะพานด้านบนเท่านั้น ไม่สามารถลงไปได้ อีกสิ่งที่ห้ามพลาดคือการกินไอศกรีมอันแสนอร่อย จากร้านที่ตั้งอยู่หัวสะพานเลยครับ

ระหว่างทางที่เรากำลังแล่นผ่านถนนสายธรรมชาติอันสวยงาม เหมือนถูกสะกดให้จอดรถถ่ายรูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะถึงที่หมายก็เล่นเอาครึ่งค่อนวัน อดใจไม่ไหว สวยมากจริง ๆ

DSC03035

ยิ่งเป็นทิวสนด้วยแล้ว ยิ่งสวย อลังการมาก

DSC03062

รถน้อยมาก จนไปเดินเล่นกลางถนนได้ แต่ก็อย่าประมาทนะ ต้องดูให้ดี ๆ ก่อน

DSC03048

DSC03105

การเริ่มต้นทริปวันแรกแล้วได้เจอกับธรรมชาติสวยงามจัดเต็มแบบนี้ ทำให้เรามีความสุขมาก และตื่นเต้นกับวันต่อ ๆ ไปที่จะมาถึง

วันที่ 3 ของทริป เราจะไปเที่ยวสวนสัตว์กัน โดยนั่งรถบัสจากสถานี Asahikawa ซื้อตั๋วในสถานีได้เลย รถบัสคนละ 450 เยน และตั๋วเข้าสวนสนุกคนละ 820 เยน

DSC03123

ถึงแล้ว Asahiyama Zoo สวนสัตว์ประจำเมืองที่โดดเด่นด้วยสัตว์สายพันธุ์ขั้วโลก ทั้งสิงโตทะเลแสนรู้ หมีขั้วโลกตัวยักษ์ และฝูงเพนกวินน้อยสุดน่ารัก รวมทั้งสัตว์อีกมากมายให้เราได้ชม

DSC03163

เจ๋งสุดเราขอยกให้พิพิธภัณฑ์สิงโตทะเล ที่มีตู้กระจกพร้อมอุโมงค์ให้เจ้าอุ๋งได้แหวกว่ายทักทายแขกผู้มาเยือน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ๆ น้องอุ๋งเล่นกล้องเป็นด้วย

DSC03195

DSC03364

ถัดมาเป็นมุมของพี่เบิ้มประจำสวนสัตว์ นั่นก็คือเจ้าหมีขั้วโลกตัวยักษ์นั่นเอง

DSC03213

เดินต่อมาเรื่อย ๆ ก็เข้ามาสู่อาณาจักรของเจ้าเพนกวิน

DSC03275

DSC03143

นี่เป็นสวนสัตว์ที่เราสามารถใกล้ชิดกับน้องได้มากขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมาก แต่ไฮไลท์สำคัญของที่นี่คือช่วงหิมะ จะมีขบวนพาเหรดให้เพนกวินออกมาเดินข้างนอกด้วย

DSC03145

DSC03433

DSC03418

Asahiyama เป็นสวนสัตว์ที่ไม่ใหญ่มากนัก เดินสบาย ๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น มีร้านค้า ร้านอาหารคอยให้บริการ เหนื่อยก็นั่งพักแล้วไปดูสัตว์ต่อ

สิงโต เสือดาวภูเขาสายพันธุ์หายาก ก็มีให้ชม

DSC03409

กวางฮอกไกโด หมาป่า แพนด้าแดง ก็มีครบ สุดยอดมาก

DSC03424

DSC03461

เรากลับมา Asahikawa ด้วยกล้ามขาที่อ่อนแรง เพราะเหนื่อยกับการถ่ายรูปมาทั้งวัน โดยที่สถานีนั้นติดกับห้าง Aeon Mall มีของกิน มีร้านอาหารเด็ด ๆ มีซุปเปอร์ ไม่อดตาย เราสองคนกลับมาพักผ่อน (นอนที่ Court Hotel Asahikawa อยู่ใกล้สถานีรถไฟมาก เดินแค่ 300 เมตรเอง แถมยังราคาดี เรานอนกัน 3 คืน แค่ 2,500 บาทเท่านั้น

ตื่นเช้ามาพบกับบรรยากาศที่หนาวเย็นกว่าเดิม เป็นสัญญาณบอกว่าเราต้องย้ายเมืองแล้ว เพื่อมุ่งหน้าไปสู่อ้อมกอดแห่งขุนเขา เราเดินไปขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางไปยังเมือง Kamikawa เมืองเล็ก ๆ ที่มีข้อมูลน้อยมาก แค่ลงสถานีมาก็เวิ้งว้างแล้ววววววว

DSC03482

DSC03487

พอถึง Kamikawa ให้เราเดินไปดูตารางรถบัส (ที่ญี่ปุ่นโดยมากที่สถานีรถไฟจะมีรถบัสคอยให้บริการไปยังจุดต่าง ๆ) ซึ่งจุดหมายของเราจริง ๆ คือ Sounkyo (โซอึนเคียว) รอไม่นานก็มีรอบรถบัส คนเมืองนี้อ่อนภาษาอังกฤษมาก เน้นพูดชื่อสถานที่กับภาษามือ หรือ Google Translate เวิร์คสุด

DSC03504

รถบัสนำพาเรามาถึงโซอึนเคียวในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง และหิมะแรกของเมืองก็ตกต้อนรับเราซะเลย

DSC03505

DSC03513

เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบมาก ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไดเซ็ทซึซัง

DSC03533

เราเดินลากกระเป๋ากันมาจากสถานีรถบัส เพื่อไปยังที่พักที่เราจองไว้ Hotel Kumoi โดยห่างกันเพียง 2 นาทีเท่านั้น

DSC03529

เป็นโรงแรมที่คูลและอาร์ตมาก ห้องไม่ใหญ่ นอนฟูกนุ่มแบบญี่ปุ่น มีมุมพักผ่อนสันทนาการแบบคอมมูนิตี้ ฟีลเหมือนโฮสเทล มีจอฉายหนัง มีโต๊ะพูล และทีเด็ดคือออนเซ็น แบบแยกชายหญิง เอาไว้แช่ผ่อนคลายจากความหนาวภายนอก ฟินมาก ๆ

DSC03631

DSC03642

สองวันแรกเราทำอะไรไม่ได้มาก เพราะอากาศค่อนข้างแปรปรวน มีกระแสลมแรง ได้แค่เดินออกไปถ่ายรูปภายนอกนิด ๆ หน่อย ๆ แต่แค่นั้นก็ดีมาก ๆ ไม่ค่อยเจอคน เงียบสงบมาก ถือว่ามาพักผ่อนตากอากาศในโรงแรมเก๋ ๆ กลางป่าเขาก็ฟีลกู้ดมากแล้ว

DSC03571

DSC03712

DSC03656

DSC03722

เราเดินกลับมาโรงแรมด้วยร่างกายอันหนาวเหน็บ แต่ก็ถูกเยียวยาด้วยเซ็ทดินเนอร์ที่เราสั่งไว้ บอกเลยว่าจัดเต็มมาก อร่อยทุกอย่างสำหรับเรา ยิ่งได้ซดซุปดำร้อน ๆ กับเนื้อสไลด์นุ่ม ๆ โคตรสุด

DSC03728

DSC03732

DSC03747

หากใครมาเที่ยวเมืองโซอึนเคียวแบบเรา ขอแนะนำให้มาพักที่นี่  Hotel Kumoi จัดจ้านในย่านนี้สุดแล้ว
ถ้าสนใจ ลองเข้าไปดูข้อมูลในเว็บเค้าได้เลย https://www.hotelkumoi.com/home

เช้าอีกวันก็ใส่ยูกาตะลงมากินข้าว ได้ฟีลเจแปนนีสเข้าไปอีก

DSC03764

วันสุดท้ายในโซอึนเคียว กับบรรยากาศอันสดใส ฟ้าโปร่ง แบบนี้สิมาไม่เสียเที่ยว เพราะเราจะได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้า เพื่อไปยังยอดเขา Kurodake ที่มีหิมะปกคลุม พร้อมชมวิวธรรมชาติมุมสูงแบบเต็มตา

DSC03770

DSC03773

DSC03785

ซึ่งสถานีขึ้นกระเช้า ก็อยู่ห่างจากโรงแรมไม่ถึง 200 เมตร

DSC04131

เราใช้เวลาอยู่บนกระเช้าไม่กี่นาที แต่วิวระหว่างทางที่เห็นมันสุดยอดมาก

DSC03819

ถึงแล้ว ยอดเขาคุโรดาเกะ เป็นแหล่งเล่นสกียอดฮิตของเมือง แต่ตอนที่เราไปยังไม่เปิดให้เล่น

DSC03820

DSC03822

เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน สวยโดนใจเราสองคนมาก ถ่ายรูปกันไม่หยุดหย่อน เดินลัดเลาะไปตามทาง ขึ้นเนิน ผ่านผืนป่า ขึ้นไปชมวิวบนยอดสูง เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

DSC03950

DSC04012

สวยจนลืมความหนาวไปเลย

DSC04033

ได้ขึ้นไปมองเทือกเขาน้อยใหญ่ กลุ่มเมฆค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน ลมหายใจหยุดไปชั่วขณะ พลางคิดอะไรได้เพลิน ๆ ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้ขึ้นมาอยู่บนนี้ ได้เห็นภาพแบบนี้

DSC04110

DSC04115

แม้แต่ตอนลงกระเช้า สายตาก็กวาดไปมองผืนป่าที่อยู่เบื้องล่าง แม้ว่าใบไม้ส่วนใหญ่จะร่วงไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นภาพที่สวยงามและยิ่งใหญ่ จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป

DSC04121

DSC04128

DSC04140

พอลงจากกระเช้า เหมือนได้ตื่นจากภวังค์ เราสองคนรีบกุลีกุจอไปเอากระเป๋าที่โรงแรม แล้วลากไปรอรถบัส เพื่อกลับไปยังสถานี Kamikawa จากนั้นก็ต่อรถไฟเพื่อเข้า Sapporo

วันนั้นเราถึงซัปโปโรก็ค่ำแล้ว เลยไปหาอะไรกินแล้วพักผ่อน พรุ่งนี้เป็นทริปชิลล์ ๆ ไม่เร่งรีบอะไร

DSC04156

ความตั้งใจแรกของการมาซัปโปโร คือมาช้อปปิ้งก่อนกลับไทย แต่จนแล้วจนรอด หาข้อมูลไปมา ก็ไปเจอสวนศิลปะแห่งหนึ่งสวยโดนใจมาก นั่นก็คือ Moerenuma Park แล้วการเดินทางไปก็ไม่ยากด้วย
เราตื่นสาย ๆ ออกจากโรงแรมแล้วเดินไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน Nakajima Koen เมื่อเราเดินไปถึงสถานี ก็ได้แต่คิดในใจว่า กูต้องไป Moerenuma Park ช้าลงอีกเป็นชั่วโมงแน่ ๆ เพราะมันคือสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ส้ม เหลือง แดง พรั่งพรูไปหมด เราเลยรัวชัตเตอร์กันไม่ยั้ง

DSC04165

DSC04199

DSC04191

DSC04183

พอถ่ายรูปกันเสร็จก็ได้เวลาลงสถานีรถไฟใต้ดิน จาก Nakajima สาย Toho Line ไปลงที่ Kanjo Dori Kigashi Station ราคาคนละ 250 เยน จากนั้นขึ้นไปรอรถบัสสาย 68, 69 หรือ 79 ไปลงที่สวนได้เลย ราคาอยู่ที่คนละ 210 เยน ใช้เวลาประมาณ 25 นาที

DSC04301

ถึงแล้ว Moerenuma Park สวนศิลปะกึ่งสวนสาธารณะ ที่สวยงามและยิ่งใหญ่มาก

DSC04308

การจะเที่ยวในสวนนี้ให้สะดวกสบายคือการเช่าจักรยาน โดยคิดราคาชั่วโมงละ 100 เยน ถูกมาก ๆ

DSC04564

DSC04572

ไฮไลท์สำคัญของสวนนี้คือ The Glass Pyramid อาคารเรือนกระจกที่สร้างเป็นแลนด์มาร์ก ที่มีสถาปัตยกรรมเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายพิพิภัณฑ์ลูฟ ของฝรั่งเศส

DSC04508

DSC04325

ภายในนั้นมีเหลี่ยมมุมของความล้ำสมัย ให้เราได้ครีเอทมุมถ่ายรูปกันอย่างสนุก รวมทั้งเป็นสถานที่สำหรับนั่งพัก พบปะพูดคุยของเพื่อนฝูง หรือไปนั่งมองงานศิลปะเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของเราได้อีกด้วย

DSC04397

DSC04469

มีลิฟท์แก้วเพื่อขึ้นไปชมวิวมุมสูง

DSC04438

DSC04499

DSC04482

หลังจากพากันเสพงานศิลปะกันจนอิ่ม เราก็พากันปั่นจักรยานออกไปสำรวจมุมอื่น ๆ ดูบ้าง

DSC04544

ส่วนมากจะเป็นงานสถาปัตย์ผสมผสานความเป็นธรรมชาติ สร้างเป็นสัญลักษณ์ที่มีนัยน์สำคัญบางอย่างที่เป็นงานศิลปะ ที่ทั้งทางขึ้นเขาไปชมวิวบนยอด มีพีรามิดขั้นบันได และงานประติมากรรมอีกมากมาย
สายอาร์ท สายดีไซน์ สายครีเอทีฟ ไม่ควรพลาดจริง ๆ

DSC04525

DSC04518

และแล้วก็หมดไปอีกวันและเป็นคืนสุดท้ายในฮอกไกโดแล้ว เวลาผ่านไปไว เผลอแปปเดียวผ่านมา 7 วัน
วันรุ่งขึ้นต้องบินกลับไทยแล้ว ซึ่งก่อนกลับ ช่วงเช้าเรารีบเดินจากโรงแรมไปตลาดปลานิโจ เพื่อไปหาของทะเลสด ๆ กิน ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีทั้งปูยักษ์ หอยนางรม และร้านอาหารท้องถิ่นสุดคลาสสิก

DSC04597

ทีเด็ดคือหอยนางรมตัวยักษ์สด ๆ ที่เปิดขายให้กินหน้าร้านกันเลย ตัวละ 400 เยน คุ้มมาก

ปิดท้ายด้วยการกินข้าวด้ง หน้ารวม ที่มีทั้งไข่ปลาแซลม่อนและไข่หอยเม่นสุดละมุนลิ้น
เป็นร้านเล็ก ๆ ที่ซุกตัวอยู่ในตลาดปลานิโจ เราจำชื่อร้านไม่ได้ แต่คิดว่าอร่อยพอกันหมด

DSC04587

DSC04614

นี่เป็นอีกทริปสุดประทับใจของเรา ที่ได้ออกผจญภัยในโลกกว้างด้วยตัวเอง ได้ร่วมกันสร้างความทรงจำ ได้วางแผน ได้ผิดแผน ได้ช่วยกันแก้ปัญหาต่าง ๆ มันเพิ่มสกิลการใช้ชีวิตของเราให้แข็งแกร่งมากขึ้น นี่แหละข้อดีของการออกทริปต่างแดน ยิ่งเป็นญี่ปุ่นด้วยแล้วยิ่งประทับใจ กลับมาดูรูปทีไร ก็รู้สึกดีทุกครั้ง

แล้วพบกับการเดินทางครั้งใหม่ของเราอีกครั้ง เร็ว ๆ นี้ครับ

 

FUKUSHIMA : My best memories in Japan

ญี่ปุ่น จุดหมายในดวงใจของใครหลายคน ที่บอกอย่างนั้นนั่นเป็นเพราะความน่ารัก ช่างเอาใจใส่ของประเทศเขา รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามองข้าม แต่ญี่ปุ่นเขานำมาพัฒนาต่อได้อย่างคาดไม่ถึง ถ้าจะให้ยกตัวอย่างเราก็คงอธิบายไม่ถูก ใครเคยไปก็คงจะคิดเหมือนผมแน่ ๆ ส่วนคนที่ไม่เคยก็ต้องมาพิสูจน์กันเอง แต่รับรองเลยว่า จะต้องหลงรักเหมือนที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

FUKUSHIMA : My best memories in Japan

Fukushima เป็นญี่ปุ่นครั้งที่ 3 ของผม ก่อนหน้านี้ก็มีไป Chiba / Tokyo แล้วก็ Osaka / Kobe ซึ่งมีคนจัดการโปรแกรมการเดินทางให้ทั้งหมด แต่ Fukushima (ฟุคุชิมะ) เป็นทริปแรกที่ผมต้องวางแผนและเดินทางด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ซึ่งมันก็ไม่ยากแล้วก็ไม่ง่ายในคราวเดียว ทริปนี้จึงถือเป็นใบเบิกทางในการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสุด ๆ

P1160519

ฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมไป เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดเมื่อหมายปีก่อน คนก็เลยไม่กล้าไปเที่ยว เพราะกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ แต่ตอนนี้ฟุคุชิมะกลับฟื้นจากสภาพนั้นแล้ว ทุกอย่างเป็นปกติ ปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกด้าน ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนน่ารัก อาหารอร่อย และระบบขนส่งที่แสนสะดวกสบาย แม้จะเป็นเมืองย่อย ๆ ตามชนบทก็ตาม

P1160545

ก่อนออกเดินทางผมกังวลมากว่าจะรอดมั้ย เพราะคนญี่ปุ่นแทบจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษเลย แต่มันก็ไม่ยากอย่างที่คิด ที่รอดมาได้เพราะ http://www.hyperdia.com เว็บไซต์ที่เอาไว้ดูตารางเดินรถไฟทั่วญี่ปุ่น คือมันฉลาดและแม่นยำมาก เราแค่ Search ต้นทางกับปลายทางที่เราจะไป ระบุวันที่พร้อมเวลาตั้งต้น เท่านี้ระบบก็จะคำนวนให้ เช่นเราระบุว่า 4 โมงเย็น มันก็จะขึ้นมาเลยว่า ตั้งแต่ 4 โมงเย็นมีรถไฟรอบไหนบ้าง เราแค่ต้องจำเวลารถไฟออกให้ได้ ไม่ยากเลยจริง ๆ ดูภาพประกอบตามได้เลย

Screen Shot 2561-01-21 at 15.14.50

Screen Shot 2561-01-21 at 15.14.31

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางรถไฟชินกันเซน รถไฟระหว่างเมืองอื่น ๆ หรือรถไฟในเขตชนบท ก็สามารถเช็คได้ทั้งหมด ตรงเวลา แม่นยำมาก ถ้าเพื่อน ๆ งง เวลาอยู่ที่สถานีว่าเราต้องไปขึ้นขบวนรถที่ชานชาลาไหน ให้ดูที่เวลารถออกเป็นหลัก ทุกสถานีจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ตัวเลขจะตรงกับเว็บที่เราเช็ค เดินตามตัวเลขนั้นไป ยังไงก็ขึ้นไม่ผิดขบวน

แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น เราจะต้องซื้อ Pass ก่อน เนื่องจากเราไปหลายวัน การจะขึ้นรถไฟเป็นเที่ยว ๆ จะแพงมาก โดยเฉพาะชินกันเซน การซื้อตั๋วเป็นพาสจะคุ้มกว่ามาก โดยที่ฟุคุชิมะ เราต้องซื้อเป็น JR East Pass (Tohoku Area) ใช้ได้ 5 วัน ถ้าเราไปมากกว่านั้น ก็เป็นเรื่องของการวางแผนของแต่ละคนว่าจะใช้สอยพาสอย่างไรให้คุ้มเวลามากที่สุด ซึ่งเราสามารถซื้อจากเมืองไทยได้เลย แต่ตัวผมซื้อที่สถานีรถไฟสนามบินนาริตะ ดูป้ายสีแดงไว้ให้ดี อย่าไปซื้อฝั่ง West ล่ะ

P1160522

P1160541

เมื่อซื้อพาสเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกเดินทาง โดยเราต้องขึ้นขบวนที่ชื่อว่า NEX วิ่งจากสนามบินนาริตะไปยังสถานี Ueno Tokyo เพื่อจะต่อรถไฟหัวกระสุนชินกันเซนไปยังเมือง Fukushima จุดหมายหลักของเรา

P1160524
มีพาสแล้วเข้าช่องพิเศษได้เลย

P1160542

P1160528

MZT_1429

ต้องบอกก่อนว่าที่จังหวัดฟุคุชิมะ จะมีเมืองย่อย ๆ เยอะมาก หนึ่งในนั้นก็คือฟุคุชิมะ ที่ชื่อเหมือนจังหวัดนั่นแหละ เปรียบเหมือนจุดศูนย์กลางหลักของจังหวัด โดยในวันแรกเมื่อเรามาถึงอากาศก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไร เราจึงยังไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ใช้เวลาไปกับการวางแผนการเดินทางที่โรงแรมแทน มาเที่ยวญี่ปุ่นเนี่ยวางแผลนมาคร่าว ๆ พอ แล้วค่อยมาจัดการที่หน้างานอีกที เพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องเวลา การวางแผนทริปแบบวันต่อวันจึงเป็นเรื่องปกติมาก ๆ

P1160569

ออกจากสถานีก็เจอโรงแรมที่เราพักทันที APA Hotel เหตุผลที่เลือกเพราะอยู่ติดสถานี ไม่ต้องเดินไกล และอยู่ใกล้กับสถานีรถบัสที่จะพาเราไปจุดหมายแรกของเราในวันรุ่งขึ้น นั่นก็คือ Mount Azuma นั่นเอง …

บอกเกร็ดข้อมูลกันไปเยอะแล้ว ทีนี้เราจะพาไปเที่ยวแบบ Nonstop ละนะ เริ่ม …

Mount Azuma

P1160593

เข้าวันที่สอง อากาศก็ไม่มีทีท่าจะปราณีเราแม้แต่น้อย ฝนห่าใหญ่ยังคงเล่นงานเราอย่างหนัก แต่ยังไงทริปที่วางไว้ยังต้องดำเนินต่อ เราออกจากที่พักเดินทะลุสถานีมาอีกฝั่งเผื่อจะขึ้นบัสไป Mount Azuma รอบเวลา 10 โมง 50 เรื่องเวลาผมไม่ค่อยชัวร์เท่าไร ทางที่ดีควรมาก่อน 10 โมงครึ่ง โดยตั๋วไปราคา 1,810 เยน ตั๋วกลับ 1,330 เยน แนะนำให้ซื้อพร้อมกันที่จุดซื้อตั๋วบริเวณป้ายเลย

P1160599
จุดขึ้นรถ ชานชาลาที่ 11

P1160667

P1160654

P1160672

แม้ฝนจะตก แต่เรื่องราวของสองข้างทางระหว่างที่รถเคลื่อนผ่าน มันช่างสะกดใจซะเหลือเกิน ความชื้นแฉะของสายฝน นั้นช่วยขลับให้ต้นไม้ใบหญ้ามีความเข้มข้นของสี สายหมอกที่คละคลุ้งไปตามซอกเขา เป็นภาพที่เราไม่อาจละสายตาได้เลยจริง ๆ

P1160686

ไม่เกินสองชั่วโมง รถก็มาจอดที่จุดหมาย เราเข้าไปหลบฝนกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่พร้อมต้อนรับเราด้วยอาหารต่าง ๆ สามารถกดที่ตู้ซื้อได้ตามใจชอบ หรือจะช้อปของฝากกลับไปก็ได้

MZT_1493

รอแล้วรอเล่า เห็นที่พายุฝนคงจะไม่หยุดง่าย ๆ เราตัดสินใจเดินกางร่มออกไปลุยซะเลย การเดินขึ้นไปยัง Mount Azuma อดีตภูเขาไฟนั้น ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะทางอุทยานเขาทำบันไดขั้นใหญ่ให้เดินง่าย ขั้นไม่ชั้น สลับฟันปลาไต่ระดับขึ้นไป แต่พอผมไปถึงกลางทางก็สู้แรงลมไม่ไหว ตัวแทบจะปลิว ทำให้ต้องถอยทัพออกมา นี่คงไม่ใช่วันของเราจริง ๆ ซินะ ผมได้แต่เดินคอตก กลับไปถ่ายรูปเหงา ๆ ที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกฟากนึงแทน ไว้จะกลับไปแก้มือใหม่นะ รอก่อน

P1160698

P1160739

P1160741

P1160766

P1160754

เป็นวันหม่น ๆ แต่ไม่หมอง เพราะเรามีโอกาสได้เห็นธรรมชาติอีกโทนนึงที่แตกต่างออกไป ไดขึ้นรถบัสเที่ยวแบบจริงจังครั้งแรก เป็นความประทับใจที่ได้เห็นวิวสองข้างทางสวยแปลกตา ให้อารมณ์ดำมืด ได้ฟีลไปอีกแบบ เป็นจุดหมายที่เราไม่อยากให้พลาด ลองนึกภาพตามว่าในวันที่อากาศเป็นใจ อดีตภูเขาไฟลูกนี้จะสวยงามอลังการแค่ไหน …

P1160781

P1160797

P1160799

หลังจากเราลงมาถึงเมือง Fukushima เรียบร้อย ก็รีบเร่งไปเอากระเป๋าที่โรงแรมเพื่อจะขึ้นรถไฟต่อไปยัง Aizu-Wakamatsu เมืองที่เราใช้เป็นจุดพักหลักในทริปนี้ และจะนอนที่นั่นทั้งหมด 4 คืนต่อจากนี้ โดยเราต้องไปลงที่สถานี Koriyama เพื่อเปลี่ยนสายซะก่อน เรื่องเวลารถไฟก็นำขั้นตอนที่ผมเขียนในตอนต้นไปปรับใช้ได้เลย

MZT_1432

P1160819

กว่าจะมาถึง Aizu-Wakamatsu ก็เล่นเอาค่ำมืด เรากินข้าวกันง่าย ๆ ที่สถานีรถไฟแล้วเข้าที่พัก Washington Hotel พร้อมที่จะเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น …

P1160829

เราใช้เมืองนี้เป็นจุด Base Camp แล้วเที่ยวเป็นใยแมงมุมแบบไปเช้าเย็นกลับ โปรแกรมวันนี้เราจัดแบบสบาย ๆ แค่ 2 ที่เท่านั้น นั่นก็คือหมู่บ้านโบราณ Ouichi-Juku และ Tono Hetsuri อุทยานทางธรรมชาติที่สวยงาม โดยทั้งสองแห่งยังเป็นจุดถ่ายภาพใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมด้วยนะ

P1160822

การนั่งรถไฟของเราในวันนี้เป็นขบวนท้องถิ่น Aizu Line มีสกรีนลายการ์ตูนน่ารัก ๆ ด้วย พร้อมที่จะพาเราไปยังจุดหมายแรกคือสถานี Yunokami Onsen station สถานีรถไฟสุดคลาสสิกที่มีบริการออนเซ็น และเราก็จะต้องขึ้นรถบัสที่สถานีนี้เพื่อมุ่งหน้าขึ้นไปยังหมู่บ้านโบราณ Ouichi-Juku นั่นเอง

P1170017

MZT_1508

พอถึงสถานีแล้วเดินทะลุออกมา เดินไปทางซ้ายมองหารถบัสสีเขียว เพื่อที่จะขึ้นไปยังหมู่บ้าน

P1170043

P1170215
ความน่ารักของการซื้อตั๋วคือแถม Card มาเป็นที่ระลึก

Ouichi-Juku

P1170106

P1170108

ลงรถบัสเสร็จ เราไม่รอช้าเดินเข้าไปในหมู่บ้านทันที ทันใดฟ้าก็เริ่มเปิด แสงแดดเริ่มสาดลงบนเชิงเขา ฉาบต้นไม้ให้ดูสดใส ตอนนั้นผมขอทิ้งหมู่บ้านไปก่อน วิ่งทะลุไปอีกฝั่งนึง ซึ่งเป็นทุ่งกว้าง เห็นทิวทัศน์เป็นภูเขาและใบไม้เปลี่ยนสีละลานตา วินาทีนั้นผมถ่ายรูปแบบกดไม่ยั้ง คือมันโคตรสวยเลยยยยย

P1170049

P1170087

P1170077

หลังจากถ่ายรูปจนแสงแดดจางหายไป เราก็เดินกลับเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม นั่งจิบชา เดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เป็นช่วงเวลาที่เพลินมากกกกกกก

P1170100

P1170127

P1170119

P1170151

แต่ที่พลาดไม่ได้คือการขึ้นไปถ่ายจุดชมวิวมุมสูง จะเห็นทั้งหมู่บ้านเลย เดินไปนิดเดียวก็ถึง แต่กว่าเราจะขึ้นไปถ่ายก็แวะตลอดทางเลย เพราะมีมุมเด็ด ๆ ให้เก็บภาพเยอะจริง ๆ

P1170168

P1170179

P1170229

จากนั้นก็ได้เวลานั่งรถบัสกลับลงมายังสถานี เพื่อที่จะไป Tono Hetsuri จุดหมายต่อไปที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 7 นาทีเท่านั้น

MZT_1531

MZT_1545
แค่วิวระหว่างทางยังฟินขนาดนี้

Tono Hetsuri

P1170328

เมื่อขบวนรถจอดเทียบท่า ฝนก็เริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง อากาศช่วงนี้ช่างแปรปรวนเหลือเกิน แต่ยังไงเราก็ต้องเข้าไป เพราะ Tono Hetsuri เป็นอุทยานหิน ที่มีผาหินอายุนับล้านปีตั้งตระหง่าน แซมด้วยใบไม้หลากสีสัน พร้อมสายน้ำที่ไหลอยู่รอบด้าน ถ้าฝนไม่ตกลองนึกภาพดูว่ามันจะสวยขนาดไหน

P1170298

P1170256

 

P1170286

ช่วงเวลาที่เราอยู่ที่นี่ราวสองชั่วโมง หมดไปกับการหลบฝน ได้ออกไปถ่ายจริง ๆ เพียงไม่กี่นาที เสียดายที่โชคไม่เข้าข้างเราเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เป็นไร จุดหมายในวันต่อ ๆ ไป มีให้เราได้แก้ตัวแน่นอน

P1170307

P1170313

P1170320

วันนี้ได้ออกมาผจญภัยเต็ม ๆ ครั้งแรก ก็สนุกดีเหมือนกันนะ ขอกลับเมือง Aizu-Wakamatsu ไปพักก่อน
พรุ่งนี้ค่อยมาลุยกันใหม่

P1170358

วันต่อมาเราตื่นแต่เช้าเพื่อจะขึ้นรถไฟไปยังสถานี Inawashiro จุดขึ้นรถบัสในการเดินทางไปยังทะเลสาบห้าสีในตำนาน Goshiki numa pond สถานที่ต้องห้ามพลาดอีกแห่งหนึ่งของ FUKUSHIMA

P1170376

P1170379

P1170381
Aizu Wakamatsu Station

P1170393

Goshikinuma Pond

เมื่อมาถึงสถานี Inawashiro เราก็พยายามมองหาข้อมูลการท่องเที่ยว มีเยอะแยะเลยแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด 55555 ก็อาศัยพูดชื่อสถานที่ที่เราจะไปและใช้ภาษากายในการสื่อสารกับคนที่นั่น ไม่ยากครับ

P1170401
Inawashiro Station
P1170404
สำหรับคนที่ลากกระเป๋ามา สามารถฝากที่สถานีได้นะ
P1170617
เดินออกมานอกสถานี เพื่อรอขึ้นบัสที่เขียนว่า BANDAI TOTO BUS

P1170409

หลังจากฝนตกอีกแล้วในช่วงที่เรานั่งรถไฟมา แต่พอมาถึงทางเข้าทะเลสาบ 5 สี ฟ้าก็เริ่มสงบลง ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาบ้าง เราเดินทอดน่องอย่างสบายใจผ่านหมู่แมกไม้สองข้างทางที่ใบเริ่มร่วงหล่นเกือบหมดแล้ว
เดินเพียง 5 นาที เราก็มาถึงจุดชม Goshikinuma Pond และนี่คือความสวยงามของทะเลสาบแห่งนี้

P1170594

P1170571

P1170422

P1170426

Goshikinuma Pond ตั้งอยู่ในเขต Bandai-Asahi National Park นอกจากจุดชมทะเลสาบแล้ว เรายังสามารถเช่าเรือไปพายได้ แถมยังมีกิจกรรมเดินป่าระยะสั้นพอให้ได้ขยับร่างกายเบิร์นไขมันนิด ๆ หน่อย ๆ ระดับเรายังไงมาแล้วก็ต้องเดิน เพราะระหว่างทางจะมีทะเลสาบย่อย ๆ ให้เราได้ชม เราเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ซะเต็มปอด ท่ามกลางทิวเขาและใบไม้เปลี่ยนสีละลานตา แม้จะร่วงไปเยอะแล้วก็ตาม มันสนุกตรงที่ได้เห็นผู้คนหลากหลายวัย เข้ามาเดินอยู่ในป่าแห่งนี้ เป็นโลกใบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความสวยงามทั้งธรรมชาติและความสัมพันธ์

P1170440

P1170478

คนญี่ปุ่น เป็นอีกชาติที่รักสุขภาพและชอบเดินป่ามาก ตอนผมไปเดินที่ ABC เทือกเขาหิมาลัย จะเจอคนญี่ปุ่นเยอะมาก และส่วนใหญ่มาเป็นคู่รัก เขาดูมุ้งมิ้งกันไปหมด ส่วนนี้นี่ก็เจอเยอะ โดยเฉพาะคนสูงอายุ มาเดินออกกำลัง ครอบครัวพาหมามาเดิน เป็นการเดินป่าที่เพลินมาก

P1170524

P1170486

P1170510

P1170533

P1170586

หลังจากใช้พลังงานจากการเดินป่าไปเกือบชั่วโมง เราก็เดินกลับมาสัมผัสอีกไฮไลท์สำคัญของที่นี่นั่นก็คือการกินไอติมรส Goshiki สีเขียวแบ่งครึ่งกับสตรอเบอร์รี่รสชาติเข้ากันมาก บอกเลยว่าต้องโดนนนนนน

P1170591

P1170613

ได้เวลากลับเข้าเมือง Aizu ไปเที่ยวปราสาทกัน

P1180219

P1180222
จุดจำหน่ายตั๋ว

อยู่เมือง Aizu มาสามวัน ขึ้นรถไฟเที่ยวก็หลายครั้ง เพื่อน ๆ คงจะเห็นว่าหน้าสถานีรถไฟ จะมีสถานี Loop Bus เที่ยวรอบเมืองอยู่ด้วย ซึ่งรถจะมี 3 แบบ สีเขียวกับสีแดง เส้นทางวิ่งคือเหมือนกัน แต่สวนทางกันแค่นั้นเอง ลองดูผังด้านล่างเป็นตัวอย่าง

415070

การนั่ง Loop Bus เที่ยวเมืองนั้นถือว่าคุ้มค่ามากหากซื้อตั๋วแบบ One Day Pass ในราคาเพียง 500 เยน เที่ยวได้ทั่ว เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย แต่วันนี้เรามีเวลาเหลือแค่ช่วงเย็นเท่านั้น จึงจำเป็นต้องซื้อตั๋วเดี่ยวในราคา 210 เยน โดยเราจะเน้นไปเที่ยวที่ปราสาท Tsuruka Jo พร้อมเก็บแสงตะวันตกดินสวย ๆ

P1170625

P1170632
ลงที่ป้าย H14 (A27) ชื่อป้าย Tsurugajo Iriguchi

เมื่อลงจากรถ ทางเข้าปราสาทจะอยู่หลังป้าย เราก็เดินตามทางเข้าไป พร้อมกับซึมซับบรรยากาศของร่มไม้ และใบไม้สีเหลืองส้ม เฝ้ามองผู้คนปั่นจักรยานผ่านไปมา บวกกับแสงแดดยามเย็น มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ

Tsuruga jo Castle

P1170633

P1170643

P1170641

Tsuruga Jo เป็นปราสาทเก่าแก่อยู่คู่เมือง Aizu Wakamatsu มายาวนาน สีขาวตั้งเด่นเป็นสง่า รายล้อมไปด้วยต้นไม้และทิวทัศน์ของเมือง บวกกับแสงสุดท้ายของวันสาดกระทบที่ตัวปราสาท เป็นภาพที่เราประทับใจมาก เราเดินหามุมถ่ายรูปจนเหนื่อยเลย น่าแปลก กับบางสถานที่ที่เราไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีเลิศเลอ แต่เรากลับได้รับความสุขเกินกว่าที่คิดไว้ อาจเป็นพราะเราไม่ได้คาดหวัง ความสุขสมหวังจึงหอมหวานกว่าปกติ

P1170661

P1170655

P1170708

P1170719

หลังจากอิ่มกับการได้ถ่ายรูปจนหนำใจ ก็ได้เวลาไปหาของกินพร้อมกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เพราะวันถัดไปคือโปรแกรมสุดท้าทาย กับการนั่งรถไฟสายทาดามิ ตะลุยเที่ยวเมืองชนบทแบบเต็มรูปแบบ

P1180321
Washington Hotel ที่พักของเรา 3 คืน สะดวก สะอาด อยู่ใกล้สถานีรถบัสและรถไฟ

The Tadami Line

P1170772

เช้านี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น กับการเดินทางด้วยรถไฟสายทาดามิ เส้นทางอันสวยงามเลื่องชื่อไปไกล กับรถไฟขบวนสีขาวเขียว วิ่งผ่านชนบท ธรรมชาติ วิวทิวเขาสุดตระการตา จุดเริ่มต้นของรถไฟขบวนนี้ก็อยู่ที่สถานี Aizu Wakamatsu ที่เราพำนักอยู่นี่เอง

P1170773

เหมือนเช่นเดิมกับการเช็คเวลารถไฟที่เราบอกไปตอนแรก ส่วน JR East Pass เราก็สามารถเอามาใช้ได้ โดยเราแค่ยื่นให้เจ้าหน้าที่ในช่องพิเศษ เขาจะปั๊มในช่องแบบวันต่อวัน ใช้ได้ 5 วัน ก็มี 5 ช่อง

P1170779

P1170774

P1170784
เมื่อรถไฟออกไปได้สักพัก เราก็เริ่มเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ระหว่างทาง

การนั่งทาดามิในครั้งนี้เราจะไปด้วยกันสองจุดด้วยกัน จุดแรกคือ Aizu-Kawaguchi ไปสำรวจสถานีสุดท้ายของขบวน และ Aizu-Miyashita เที่ยวเมือง Mishima และขึ้นไปจุดชมวิว เพื่อถ่ายรถไฟวิ่งผ่านช่องเขาในตำนาน

P1170935

ช่วงสาย ๆ เราก็มาถึง Aizu-Kawaguchi อากาศก็กำลังดี วิวก็สวย เมืองนี้เขาจะเน้นไปเที่ยวแนวออนเซ็นกัน แต่เรามีเวลาไม่มากขนาดนั้น เรามาที่นี่เพื่อเดินสำสวจดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ถ้ามีโอกาสครั้งหน้า เรามาเที่ยวที่นี่แบบเต็ม ๆ เพราะมันช่างเงียบสงบ ชอบอะไรแบบนี้มาก

 

P1170857

P1170883

เดินเล่นกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ต้องขึ้นรถขบวนเดิมย้อนกลับขึ้นมาประมาณ 4-5 สถานีเพื่อมายังอีกเป้าหมายหลักของเรา Aizu-Miyashita หรือเมือง Mishima นั่นเอง

P1170853

P1170944

P1170974

ในที่สุดเราก็มาถึง และเรื่องราวต่อไปนี้คือความพีคคคคค

P1170980

ตอนเราหาข้อมูลมา การเที่ยวเมืองนี้และการเดินทางขึ้นไปจุดชมวิวรถไฟทาดามิ คือจะมีรถรับส่งรอบ 7 โมงครึ่ง และลงช่วงสาย ๆ เพียงวันละ 1 เที่ยวเท่านั้น ถ้ามาเวลาอื่นจะต้องเรียกแท็กซี่

ซึ่งเราไม่อยากตื่นเช้าขนาดนั้น ก็กะจะมาเหมาแท็กซี่ขึ้นไป แต่พอเราไปถามศูนย์บริการท่องเที่ยว เขาบอกว่าวันนี้ไม่มีแท็กซี่บริการแม้แต่คันเดียว เงิบสิครับ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ผมคิดว่าเดินไปก็ได้วะ มันจะไกลแค่ไหนกันเชียว แค่นี้เด็ก ๆ

P1170995

แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งไกล ป้ายบอกทางก็ไม่ได้ โบกรถถามทางก็ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครจะสื่อสารกับเราได้ ในใจคือคิดว่านี่กูมาถูกที่ป่าววะเนี่ย 555 แต่ก็กลั้นใจเดินไปอีกสักพักก็เจอบ้านคน เลยเอารูปจุดชมวิวที่เราเซฟมาให้เขาดูก็ได้เรื่อง คุณลุงบอกทางจนเราเข้าใจ หลังจากนั้นก็เดินไปจนถึง

P1180009

แต่ระหว่างทางทำเราเสียเวลาเหมือนกัน เพราะสวยซะเหลือเกินนนนน

P1180048

P1180035

นอกจากวิวข้างทาง เรานึกว่าจะไม่ได้เจอสิ่งมีชีวิตซะแล้ว เพราะช่วงเวลาที่เดินมาก่อนจะเจอคุณลุงที่บอกทาง เราแทบไม่เจอมนุษย์เลย มีบ้านคนจริงแต่คนไม่รู้ไปไหน แต่พอเดินขึ้นมาเรื่อย ๆ เราก็เจอกับชาวบ้านที่เป็นคุณยายกำลังเก็บผักและทำเกษตรอยู่ น่ารักมาก ๆ อดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพเก็บไว้

P1180051

P1180052

P1180072

P1180108

เมื่อเดินมาเรื่อย ๆ จะเจอกับถนนใหญ่อีกครั้งให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงมาอีหน่อย ก็จะเจอจุดพักรถที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ตรงนี้แหละคือจุดเริ่มเดินขึ้นเขาไปชมวิวรถไฟทาดามิ แต่ข่าวร้ายคือเราขึ้นมาไม่ทันช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งผ่านช่องเขา เพราะเราไม่ได้วางแผนมาเดินแบบนี้ ไหนจะเสียเวลาไปกับการถามทาง แถมตอนนี้ก็เหนื่อยมาก ๆ ด้วย ปวดขามาก คือมาคำนวนดูแล้วเราเดินขึ้นมาไกลมาก สุดจริง ๆ หมดแรง

P1180101

P1180095

แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ยังไงก็ต้องขึ้น ไม่ทันรถไฟก็ไม่เป็นไร ไปถ่ายมุมนั้นเพื่อให้คนอื่นได้ตามรอยก็ยังดี

P1180090

P1180091

จุดชมวิวมีทั้งหมด 3 จุด เราแนะนำให้ไปจุดที่ 2 คือมันไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป ไม่มีต้นไม้บัง เป็นมุมที่ดีที่สุด และภาพนี้คือสิ่งที่ทำให้เราต้องเดินดั้นด้นขึ้นมาถึงที่นี่ เสียดายที่รถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว ครั้นจะรอถ่ายขบวนต่อไปก็จะกลับลงไปขึ้นรถไฟเพื่อที่จะกลับเมือง Aizu Wakamatsu ไม่ทัน

P1180080

P1180087

ข้อแนะนำคือควรจองที่พักที่ Mishima ไว้หนึ่งคืน เพื่อจะได้มีเวลา ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนเราแบบนี้ แต่การจองที่พักในเมืองนี้ค่อนข้างยาก เพราะไม่มีในระบบเว็บจองโรงแรมใด ๆ เลย วิธีเดียวคือค้นหาเบอร์โทรศัพท์ แล้วโทรไปจอง ซึ่งควรหาคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เป็นคนติดต่อ โดยที่พักจะเป็นแบบ Air BNB

ความพีคยังไม่จบ เราถ่ายอยู่ที่มุมนั้นไม่เกิน 10 นาที ก็ต้องรีบลงแล้ว เพราะอย่าลืมว่าเราต้องเดินกลับทางเดิมซึ่งไกลมาก แล้วไม่รู้ว่าจะทันรถไฟรอบ 15.54 ที่เราวางแผนไว้รึเปล่า เพราะถ้าพลาดขบวนนี้ต้องรออีกทีทุ่มกว่าเลย แต่เดชะบุญมีรถส่งของวิ่งผ่านมา เราเลยลองโบกดู ถามว่าไปสถานีรถไฟมั้ย สรุปว่าไป เราจึงกลับลงมาขึ้นรถไฟทัน ต้องขอบคุณคนขับรถคันนั้น เพราะอีก 4 นาทีรถไฟก็มาพอดี ฉิวเฉียดสุด ๆ

P1180121

P1180133

ระหว่างทางกลับเมืองเราก็มานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ มันบ้ามาก ๆ เจอแต่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เราก็แก้ไขสถานการณ์และเอาตัวรอดมาได้ คือเราได้ประสบการณ์จากการเดินทางแบบจัดเต็ม มันภูมิใจในตัวเองนะ แล้วก็สร้างเสริมความมั่นใจในการเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองได้มากเลยล่ะ

จะว่าไป วันนี้ก็ถือเป็นวันที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ

เรายังคงกลับมาพักอยู่เมืองเดิม แต่เปลี่ยนโรงแรมมาในอีกบรรยากาศคือมานอนที่พักแบบเรียวกัง แต่เมื่อคืนเหนื่อยมาก เลยตื่นมาถ่ายรูปที่พักตอนเช้าแทน คิดถูกจริง ๆ ที่เปลี่ยนมาพักที่นี่ในคืนสุดท้ายใน Aizu เพราะมันดีมากกกกกกกกกกกก ชอบมากกก ถ้ามาอีก จะมานอนนี่ตลอดเลยยยย

Tagoto Ryokan & Cuisine

P1180181

Tagoto Ryokan อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ Aizu Wakamatsu ประมาณเกือบ 3 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อคืนตอนกลับจากเมือง Mishima เราก็กะจะไปเอาของที่โรงแรม Washington แล้วเดินมา เพราะคิดว่าไม่ไกลเท่าไหร่ ซึ่งก็คิดถูก เพียงแต่ว่าทางมันมืดและเปลี่ยวเหลือเกิน ยอมรับว่ากลัวผี เลยเรียกแท็กซี่ดีกว่า 555555

P1180193
เรียวกังมันเจ๋งตรงที่ได้ใส่ชุดยูกาตะนี่แหละ

อีกอย่างที่ชอบมากคือชุดอาหารเช้า ที่ใส่ใจพิถีพิถันและให้เยอะมาก ปลื้มปริ่ม ๆ

มาดูที่ห้องนอนบ้าง แน่นอนว่าจะเป็นห้องพักในสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือนอนบนพื้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่นอนนุ่มมาก ส่วนห้องน้ำนั้นเป็นแบบรวมอยู่ด้านล่าง แถมมีออนเซ็นให้แช่เบา ๆ ด้วยนะ

P1180165

คืนสุดท้ายใน Aizu เป็นคืนที่มีความสุขมาก ที่ได้มาพักเรียวกังเจ๋ง ๆ แบบนี้ โดยเราจองผ่าน booking.com เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปเช็คราคาดูได้ บอกเลยว่าถูกกว่าที่อื่น ประทับใจแน่นอน

P1180203

เราเช็คเอาท์ออกจากเรียวกัง แล้วเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แบบว่าชิลล์มาก มองดูเมือง วิถีชีวิตคนในยามเช้าในแบบที่ต่างออกไป เพราะสามสี่วันแรกเราพักที่เดิม ระหว่างทางไปกลับก็จะเจอแต่มุมเดิม ๆ เราเดินไปสัก 20 นาทีก็ถึงหน้าสถานี Loop Bus เรามีเวลาสั้น ๆ ในช่วงเช้าเพื่อไปเที่ยวได้อีกนิดหน่อย ก่อนจะโบกมือลาเมืองนี้กลับไปยังกรุงโตเกียว เพื่อจะกลับเมืองไทยในวันถัดไป

P1180240
วันนี้ฟ้าสวยเหลือเกิน
P1180227
รถบัสคึกคักไปด้วยนักเรียน

P1180230

Higashiyama Onsen Village

วันนี้เราเลือกไปเที่ยวในจุดหมายที่อยู่ปลายสุดของเส้นทางรถบัส นั่นก็คือ Higashiyama Onsen หมู่บ้านออนเซนสุดคลาสสิก ที่มีทั้งที่พักแบบเรียวกังสุดหรู และออนเซนท่ามกลางธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ ทิวเขา และลำธาร แถมยังเป็นจุดถ่ายใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามอีกด้วย

P1180299
P1180273
เราเดินถ่ายรูปเล่นไปรอบหมู่บ้าน มีมุมสวย ๆ น่ารัก ๆ มากมาย จนมาเจอกับจุดแช่ออนเซนเท้าที่ให้บริการฟรี เหมือนสวรรค์มาโปรด เพราะถ้าอ่านมาถึงตรงนี้เพื่อน ๆ คงจะรู้ดีว่าเราเดินมาเยอะมากในแต่ละวัน เท้าเราคือระบมไปหมด พอมาเจองี้ ขอนั่งแช่ไปยาว ๆ เลยละกันนะ โอยยย ฟินมากกกก
P1180283
P1180278
ทางเข้าจุดแช่เท้า

และต่อไปนี้คือมุมสวย ๆ ของ Higashiyama Onsen บอกกับตัวเองเลยว่าครั้งหน้ากูจะมานอนที่นี่!!

P1180314

P1180313

P1180259

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่า ๆ เพลินไปกับการถ่ายรูป ได้เห็นแง่มุมความน่ารักของความญี่ปุ่นมากมาย รวมทั้งคุณลุงจิตรกรที่นั่งพินิจความสวยงามตรงหน้า แล้วจรดพูกันลงบนกระดาษ เราเห็นตั้งแต่มาถึงแล้วล่ะ ก่อนกลับจึงลองเข้าไปดูผลงานสักหน่อย ซึ่งคุณลุงแกน่ารักมาก อนุญาตให้เราถ่ายรูปได้ด้วย

P1180292

สุดท้ายก็หมดเวลาของเราที่เมืองนี้ แอบเศร้านิด ๆ แต่ก็ต้องมุ่งหน้าต่อไป เราจะจดจำ Aizu Wakamatsu อยู่ในกล่องแห่งความทรงจำตลอดไป แค่ได้เปิดรูปขึ้นมาดูเมื่อไหร่ก็สุขใจทุกครั้ง เพราะได้เห็นว่าเราต้องเจอกับอะไรบ้างในแต่ละวัน ทั้งปัญหา อุปสรรค ความประทับใจ ทุกอย่างมันเป็นก้อนเดียวกัน ก้อนที่เรียกว่า…

“ประสบการณ์ชีวิต”

ถ้ามีโอกาส เราจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง … แล้วพบกันใหม่นะ FUKUSHIMA

P1180328

นั่งชินกันเซน ในวันชิลล์ ๆ (OSAKA-HIMEJI-KOBE)

cover

หลังจากคอนเทนต์ก่อนที่ผมได้เขียนในพันทิป ในการบุกอาณาจักรฮอกวอตส์ ที่ Universal Studio Japan ตามเข้าไปอ่านกันได้ (คลิกที่ชื่อเลยครับ) และครั้งนี้ก็ต่อเนื่องด้วยการเดินทางจากโอซาก้า เพื่อไปชมปราสาทฮิเมจิ สถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งไปเดินรับลมชิลล์ ๆ ที่โกเบ เมืองแห่งเนื้อ นม ไข่ โดยเราจะเดินทางด้วยรถไฟชินกันเซนครับ

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ ซึ่งแพงมาก ๆ 3,750 เยน (สามารถประหยัด คชจ. ด้วยการซื้อแพกเกจรถไฟธรรมดาของ JR West สามารถเดินทางได้ทั่วสายตะวันตก) ซึ่งในวันนั้นเราจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยในตอนกลางคืน สัมภาระทุกอย่างจึงถูกฝากไว้ที่สถานีรถไฟโอซาก้า และจะถูกส่งไปยังสนามบินตามเวลา ถือว่าสะดวกมาก ๆ

เรทราคาการฝากส่งกระเป๋า
– กระเป๋าใหญ่ ราคา 1,566 + 650 เยน
– ส่งที่ JR Osaka ก่อน 11 โมงเช้า รับที่สนามบินคันไซได้ภายใน 20.00-22:30 น.

mzt_9894

mzt_9925

เผลอแปปเดียวก็ถึงเมืองฮิเมจิซะแล้ว เพื่อมาชมปราสาท Himeji ซึ่งเป็นปราสาทที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น และบางทีถูกเรียกว่า“ปราสาทนกกระยางขาว” เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้มีไว้สำหรับการอยู่อาศัย แต่สร้างเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันข้าศึกศัตรู

mzt_9845

มองดูภายนอก ปราสาทฮิเมจิเหมือนมีเพียง 5 ชั้น แต่จริง ๆ แล้วมี 6 ชั้น และขั้นใต้ดินอีก 1 รวมเป็น 7 ชั้น เหตุผลที่ต้องสร้างแบบนี้ก็เพื่อเอาไว้หลอกตาศัตรูนั่นเอง ซึ่งชั้นบนสุดจะประดับด้วยกระเบื้องหลังทรงปลาวาฬเพรชฆาต เดิมทีหอคอยมีใว้เพื่อดูวิสัยทัศน์ที่ไกลออกไปซึ่งพัฒนาเป็น “หอสังเกตการณ์”สูง 30 เมตร

เมื่อขึ้นไปตามชั้นต่าง ๆ รายละเอียดจะค่อย ๆ ปรากฎขึ้น โดยเฉพาะห้อง ผืนผิว เสาไม้ที่ดูแข็งแรงและแน่นหนามาก พร้อมกันเรายังจะได้เห็นทิวทัศน์ของเมืองสลับกับพื้นที่สีเขียวมองแล้วสบายตาอีกด้วย

mzt_9882
ช่องที่เห็นนี้ทำไว้เพื่อแอบศัตรูเพื่อทำการลอบสังหาร

ที่ปราสาทฮิเมจิแห่งนี้ ยังมีเรื่องเล่าขานที่เป็นตำนานดัง นั่นก็คือ “ผีนับจาน” หรือ ซะระยะชิกิ คือเรื่องราวของโอะกิคุ สาวใช้ของซามูไรผู้หนึ่งที่ทำจานล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก จึงถูกลงโทษด้วยการโยนร่างลงในบ่อน้ำ โดยในเวลาค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำเป็นเสียงนับจานช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้ บรื้อออออ!!

mzt_9918
บ่อน้ำ ที่สถิตของผีนับจาน

mzt_9929

ฮิเมจิ เป็นปราสาทที่ดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่บอกเลยว่าเดินจนเหนื่อย มารู้ตัวอีกทีก็เที่ยงซะแล้ว ต้องขอไปแวะไปหาของอร่อยลงกระเพาะซะแล้ว โดยเรามาฝากท้องกันที่ Yumenoi เป็นโรงแรมออนเซ็นที่รายล้อมไปด้วยทุ่งนาป่าเขา ห้องพักตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

mzt_9969

ส่วนอาหารที่เราทานก็มาเป็นเซ็ทใหญ่ เสิร์ฟเป็นสำรับต้นตำรับเขาล่ะ

mzt_9972

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  >> http://www.yumenoi.com/english/index.htm

ภารกิจต่อไปคือการไปเยือนเมืองท่าสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแดนปลาดิบ นั่นก็คือ “โกเบ” ดินแดนแห่งเนื้อนมไข่

mzt_9978

เรามาเที่ยวโกเบแบบชิลล์ ๆ ด้วยการเดินเล่นในย่านการค้าริมอ่าวที่เรียกว่า “Mosaic” ต่อด้วยการนั่งพักผ่อนดื่มกาแฟ ลิ้มรสชีสเค้ก ซึ่งเป็นอาหารซิกเนเจอร์ประจำเมืองรองจากเนื้อโกเบ ปิดท้ายด้วยการขึ้นชิงช้าสวรรค์ชมวิวของเมือง เสียดายที่อากาศไม่เป็นใจ เลยไม่ได้เก็บภาพสวย ๆ กะเค้าเลย สงสยต้องมาแก้ตัว อิอิ

mzt_0020

mzt_9994
ชีสเค้กเนื้อนุ่มรสชาติกำลังดี

พอพักจนหายเหนื่อย เติมน้ำตาลจนมีเรี่ยวแรง ก็ได้เวลากลับเมืองไทย เราเดินทางไปยังสนามบินคันไซ พร้อมไปรับกระเป๋าเดินทางที่ถูกส่งมาจากสถานีรถไฟโอซาก้า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ ครับ

 

คำแนะนำสำหรับการใช้บริการ JR West

โดยถ้าไปเฉลี่ย 5 วันติดต่อกันแนะนำเป็น บัตร Kansai WIDE area pass คือบัตรโดยสารรถไฟของบริษัท JR West ที่สามารถใช้ขึ้นรถไฟทุกขบวนของบริษัท JR (ไม่รวมรถไฟเอกชนเจ้าอื่นๆ) ในพื้นที่ภูมิภาคคันไซ (ที่ระบุไว้ในแผนที่) แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งในระยะเวลา 5 วันติดกัน ทั้งรถไฟธรรมดา และรถไฟความเร็งสูง (ชิงคันเซ็น)

สำหรับการใช้งานกับรถไฟชิงคันเซ็น จะใช้ขึ้นได้หมดทุกขบวน รวมทั้งขบวนที่เร็วที่สุดแย่าง Nozomi และ Mizuho โดยจะเป็นการขึ้นแบบไม่ระบุที่นั่ง (ตู้แบบ Non-Reserve Seat หมายเลข 1-3 ของทุกขบวน) แต่ถ้าต้องการระบุที่นั่ง (Reserve Seat) จะต้องชำระเงินค่าเลือกที่นั่งเพิ่มเติมที่เคาเตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารในสถานีรถไฟ

ราคา 8,500 เยน (เมื่อซื้อในไทยกับตัวแทนจำหน่าย)

ราคา 9,000 เยน (เมื่อซื้อในประเทศญี่ปุ่น)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่

http://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_wide/

 

แล้วพบกันใหม่นะ ญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัย 🙂

ขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทาง – สายการบิน Thai Air Asia X

ผู้สนับสนุนอุปกรณ์การถ่ายภาพ – Nikon Sales Thailand