Road Trip : 5 วัน 4 คืน เที่ยวเชียงใหม่หน้าฝน สูดความสุขของการเดินทางให้ชุ่มปอด

ขับรถเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน 4 คืน พาร่างกายและหัวใจไปกระแทกความสุข ผ่านไอหมอก ป่าเขา พร้อมมิตรภาพของกันและกัน รวมทั้งเก็บเอารอยยิ้มของผู้คนที่พบเจอมาไว้ในความทรงจำ ในสถานที่ที่เราคัดสรรมาให้คุณผู้อ่านได้เติมเต็มอรรถรส และพร้อมจะออกเดินทางไปตามรอยเส้นทางของเราครับ

DSC09492

ทริปนี้เราแพลนล่วงหน้าไว้ค่อนข้างนาน โดยเลือกจองตั๋วผ่าน Traveloka เพราะสะดวก ดูไฟลท์ง่าย โดยมาลงล็อคที่ Vietjet Air มีเที่ยวบินให้เลือกเยอะดี จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ กับ Traveloka คลิกจอง > https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Chiang-Mai.CNX 

Screen Shot 2563-07-14 at 20.57.04

DSC06059

พอถึงเชียงใหม่ เราก็รอรถเช่าที่ดีลไว้เรียบร้อย และแน่นอนว่าก็ใช้บริการจาก Traveloka เช่นเคย หลายคนอาจยังไม่รู้ เพราะนี่คือบริการใหม่ของเขา พิเศษตรงที่สามารถเช่าได้ล่วงหน้า จะเช่าแบบมีคนขับก็ได้ หรือจะขับเองก็ได้ แถมราคาไม่แพง เริ่มต้นไม่เกิน 600 บาทต่อวัน มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย นัดคืน-รับรถที่สนามบินได้

เช่ารถเชียงใหม่กับ Traveloka จองเลย > https://www.traveloka.com/th-th/car-rental/city/chiang-mai

Screen Shot 2563-07-14 at 20.57.31

DSC09515

หลังจากลงเครื่องตั้งแต่เช้า รับรถเสร็จ เราก็ต้องหากาแฟดื่ม พอดีมีคาเฟ่เปิดใหม่นามว่า Flat Cafe ตรงศรีวิชัยซอย 4 ที่ได้ข่าวว่าร้านเปิดเช้า เอาใจวัยทำงาน แถมยังดีไซน์ได้มินิมอลสุดคลีน เกาหลีมาก ๆ

DSC07690

ร้านคลีนสะอาดตา เครื่องดื่มกับขนมก็รสชาติเป็นเอกลักษณ์

DSC07687

เรานั่งละเลียดปล่อยเวลาให้ไหลไปสักพัก ก่อนจะเข้าไปเช็คอินเข้าที่พัก The Inside House หนึ่งในโรงแรมที่ร้อนแรงที่สุดของเมืองเชียงใหม่นาทีนี้

28

25

Happiness comes from inside.

“ความสุขออกมาจากข้างใน” นั่นคือคอนเซ็ปต์หลักของโรงแรมใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่มีชื่อชวนค้นหา … The Inside House เพียงไม่กี่นาทีที่สองเท้าย่างเก้าเข้ามา ก็รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย จากแววตาท่าทางของพนักงานต้อนรับ การพูดจาที่ฉะฉานจริงใจและน่าฟัง รวมไปถึงบรรยากาศอันร่มรื่นของเหล่าพฤกษา
โดยเฉพาะต้นโพธิ์เก่าแก่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าอาคาร ทำให้ใจรู้สึกสงบเหมือนอยู่บ้าน

22

DSC06038

ประกอบกับการผสมผสานงานสถาปัตยกรรม Lanna Colonial Style แบบยุค 1920′ ที่ดูโก้หรู คลาสสิก ดั่งผู้ดีในตระกูลชั้นสูงนอกเหนือจากดีเทลการตกแต่ง ที่มีความวิจิตรงดงามแล้ว การจัดการพื้นที่ในอาคารก็สามารถทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจโดยสร้างห้องสไตล์ Pool Suite ไว้ถึง 13 ห้อง

ซึ่งเราได้พักห้องที่ขายดีและจองยากที่สุดอย่าง Doi Suthep Pool Suite ที่มีจุดขายอยู่ที่สระว่ายน้ำตรงระเบียง ที่สามารถเปิดโอเพ่นแอร์แช่น้ำชมวิวทิวเขาและดอยสุเทพที่อยู่ลิบ ๆ ได้ ด้านงาน Texture นั้นจะเน้นใช้หินอ่อนเป็นหลัก ทำให้ดูหรูหราเว่อวัง โดยเลือกใช้สีขาวและสีเขียวมะกอกมองแล้วรู้สึกคลีน ๆ สบายตา (อันนี้จากความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

20

การต้อนรับด้วยผลไม้สดและแชมเปญในห้องคือ First Impression แรกที่เรารู้สึกตกหลุมรักห้องนี้เข้าอย่างจัง จากนั้นก็สั่ง Afternoon Teaที่จัด Presentation ออกมาได้น่าทึ่งอึ้งมากที่พลาดไม่ได้คือการสั่ง Floating Breakfastชุดใหญ่มากินกันเริ่ด ๆ ในสระ จากนั้นก็จัดแจงคอมโพสต์ถ่ายภาพกันแบบ Nonstop

ใครจะคิดว่ากลางเมืองเชียงใหม่จะมีที่พักลักษณะนี้ซ่อนตัวอยู่ ยิ่งออกเดินทางเราจะยิ่งค้นพบสถานที่ดีต่อหัวใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และที่นี่ The Inside House จะเป็นจุดหมายที่ติดอยู่ในความทรงจำของเรา ไปอีกนานแสนนาน …

วันรุ่งขึ้น เรามีโปรแกรมมุ่งไปที่แม่ริม ม่อนแจ่ม แต่ก่อนอื่นขอเสาะหาคาเฟ่ใหม่ ๆ ไปปลีกวิเวกนั่งชิลสักพัก จนกระทั่งมาเจอชื่ออันแสนสะดุดตาของร้านนี้ Enough for Life คาเฟ่สไตล์วินเทจเกาหลี

DSC00796

ภายในเป็นเหมือนบริเวณบ้าน มีต้นไม้ร่มรื่น เน้นงานวัสดุจากไม้ ตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูน่ารักไปหมด เมนูที่ต้องสั่งคือ Enough Coffee กาแฟสูตรเกาหลี สำหรับผมนี่คือกาแฟที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่เคยดื่มมา

DSC00801

ที่สำคัญเขามีมุมถ่ายรูปเพียบเลยนะ ใครสายมินิมอล คงจะชอบมาก นอกจากนี้ยังมีงานแฮนเมด งานคราฟท์เก๋ ๆ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือนต่าง ๆ วางจำหน่ายด้วย

DSC00840

07

พอเลยเที่ยง เราก็รีบบึ่งรถมาที่ม่อนแจ่มกันทันที เพื่อไปซุกตัวอยู่บนเขาท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีที่พักที่ชื่อว่า บ้านภูหมอก เป็นสถานที่พำนัก

02

13

บ้านภูหมอก ที่พักที่อยู่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ เป็นตัวเลือกที่เราสนใจ เพราะมีความเป็นส่วนตัว แยกออกจากที่พักอื่น ๆ อย่างชัดเจน มีวิวภูเขาที่สวยงามรอบด้าน พร้อมกับแปลงผักกาดกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็น่าตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด

16

 

ตกค่ำก็ดื่มด่ำกับบรรยากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ ปิ้งหมูกระทะ ซดน้ำร้อน ๆ เป็นความอภิรมย์ที่เอาอะไรมาแลกก็คงยอมได้ยาก แต่ความพีคมันอยู่หลังจากที่เข็มนาฬิกาวนไปที่เลขเจ็ดแสงแดด กลุ่มก้อนของเมฆหมอก ค่อย ๆปกคลุมทิวเขา บวกกับกลิ่นของเม็ดฝนที่ถูกสูดผ่านสองรูจมูกเข้าไปในปอดจนล้นปรี่ เป็นความสุขที่ไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ แต่หัวใจ … กลับพองโต

28

เป็นค่ำคืนและช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ได้เจออากาศหนาว ๆ ฉ่ำใจ มองไปทางไหนก้เขียวชื่นใจไปเสียหมด ขับรถจากในเมืองขึ้นมาแค่ชั่วโมงหน่อย ๆ ก็ฟินกันได้ขนาดนี้แล้ว นี่แหละผมถึงรักเชียงใหม่

12

ถัดมาเข้าสู่วันที่สามของทริป เราจะขยับไปไม่ไกล ยังอยู่ในแม่ริมต่อ แต่เป็นแถบโป่งแยง แวะกินกาแฟวิวภูเขา ที่ Jungle De Cafe ดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มที่

DSC09614

โดยที่นี่นั้นยังเป็นที่ตั้งของ Pongyang Jungle Coaster & Zipline กิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดมันส์ ที่โดดเด่นด้วยการเล่นซิปไลน์ ห้อยโหนโจนทะยานไปยังจุดต่าง ๆ กลางป่า พร้อมความท้าทายใหม่ ๆ กับการไต่เชือก โรยตัว ปีนบันได หรือถีบจักรยานลอยฟ้า ก็ทำให้เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

DSC09499

DSC09514

DSC09559

อีกสิ่งที่ห้ามพลาดคือการเล่น Coaster ที่เราสามารถบังคับเองได้ง่าย ๆ บอกเลยว่าสนุกมากกกกกกก

DSC09598

เราเล่นกันจนถึงบ่ายแก่ ๆ ก็ได้เวลาเข้าที่พักแล้ว ซึ่งแถบโป่งแยงก็มีหลายโลเคชั่นให้เลือก ส่วนเรานั้นจิ้มเป้าไปที่ Mori Natural Farm ฟาร์มสเตย์ สไตล์ย้อนยุคของไทยผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างน่ารักลงตัว

created by dji camera

05

โมริ เนเชอรัล ฟาร์ม เป็นโมเดลที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานสิ่งปลูกสร้างหลากสัญชาติมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สร้างตามวัสดุที่มีและหาได้ง่าย ที่นี่มีทั้งบ้านหลองข้าวเรือนยกสูงแบบ Thai Urban บ้านเรียวกัง บ้านพักสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม มีทั้งมุมจิบชาและบ่อแช่ออนเซ็นส่วนตัว บ้านคอจเทจบ้านตากอากาศสไตล์คันทรีฉบับยุโรปที่มีความน่ารักกุ๊กกิ๊กร่วมสมัย

10

35

ฟาร์มแห่งนี้ถูกเนรมิตขึ้นโดยคุณปอ วิศวกรหนุ่มใหญ่ และคุณเมี่ยง อดีตแอร์โอสเตสสาว ร่วมกันบ่มเพาะโมริด้วยความรักและความเอาใจใส่อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้องพัก หรือแม้แต่อาหารการกินที่ใช้ผักปลอดสารที่ปลูกเองและวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม

40

ไฮไลต์ของที่นี่ นั่นก็คือเหล่าน้องหมาขนปุยสายพันธุ์อากิตะ สุนัขดั้งเดิมจากญี่ปุ่น และเจ้าแม็กซ์ โกลเด้นผู้ใจดีและขี้เล่น ที่พร้อมจะมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้มาเยือน ที่นี่จึงเป็นอีกที่พักแนวฟาร์มสเตย์ที่เรารักมากที่สุด

17

created by dji camera

หลังจากโบกมือลาโมริ ฟาร์ม หัวใจก็หม่นหมอง เพราะคิดถึงบรรยากาศความน่ารักและความเงียบสงบของที่นั่น จากแม่ริมเราขับย้อนขึ้นไปหน่อยทางแม่แตง เพื่อเอาตัวเองไปให้ธรรมชาติและสายน้ำโอบกอด โดยค่ำคืนสุดท้ายของเราคือสถานที่แห่งธาราบำบัด ที่นี่ … “บ้านธารกล่อม”

04

05

ให้สายธารกระซิบกล่อมจนผลอยหลับ ให้ผืนป่ากระชับความรักให้ชุ่มฉ่ำกว่าเดิม ไม่ต้องบินไปถึงบาหลี ก็สามารถแทรกซึมกับผืนป่าและสายน้ำ พร้อมสัมผัสที่พักสไตล์ไม้ไผ่ได้อย่างจุใจ ที่บ้านธารกล่อม นี่เอง

14

ปลีกวิเวกมานอนเอกเขนกฟังเสียงลำธารขับขานแบบเซอร์ราวด์ กับบ้านพักดีไซน์เก๋หลากสไตล์ ท่ามกลางพงไพรอันอุดมสมบูรณ์ ฤดูฝนแบบนี้ ยามเช้าจะได้พบกับทะเลหมอกลอยคลุ้งเอื่อย ๆ เหนือทิวเขา โดยมีทุ่งนาขนาบอยู่เบื้องล่าง

02

จุดเด่นของบ้านธารกล่อม คงจะเป็นการออกแบบแปลนห้องน้ำในแต่ละหลัง ที่มีความเซ็กซี่นิด ๆ โอเพ่นแอร์หน่อย ๆ วัสดุที่ใช้ก็ล้วนกลมกลืนและเป็นมิตรกับธรรมชาติ แต่ยังสามารถให้ความรู้สึกหรูหราได้ในคราวเดียว ผมจึงขอนิยามว่าที่นี่คือ Local Luxury Homestay ที่ควรมานอนสักครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าจะมีครั้งที่ 2 3 4 5 ตามมาได้ไม่ยาก

03

ไฮไลท์เด็ดคือบ้านไม้ไผ่ หลังที่สร้างเสร็จล่าสุดให้อารมณ์เหมือนนอนในรังนก มองออกไปเห็นผืนป่าเขียวขจี เบื้องล่างเป็นลำธารและโขดหินน้อยใหญ่ เป็นหลังที่เหมาะสำหรับคู่รักเป็นที่สุด ส่วนหลังอื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเพียงดินและบ้านหินอาบจันทร์ ส่วนคนที่ชอบฟีลแคมป์กระโจม เขาก็มีให้เลือกด้วย

25

บ่ายออกไปเล่นน้ำถ่ายรูป ตกค่ำก็มานั่งดื่มด่ำความฉ่ำเย็นของสภาพอากาศ โดยมีกลุ่มควันหอมฟุ้งจากเตาหมูกระทะเป็นเพื่อนยามหิว แน่ล่ะ บรรยากาศแบบนี้ หมูกระทะคือนิพพาน ที่ชิลล์ไปกว่านั้นคือการได้ใช้เวลานั่งพูดคุยกับเจ้าของ ที่มักจะอยู่ดูแลด้วยตัวเอง แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต ความคิดที่มีต่อธรรมชาติและถิ่นเกิด พลางจิบไวน์รสเยี่ยม ทำให้อรรถรสของการสนทนา มีมากเกินกว่าที่จะจินตนาการถึง

27

มานอนให้ River ช่วย Whisper ข้างหูดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ต้องพึ่งพาวัตถุใด มากไปกว่าหัวใจที่สงบ …  

02

วันสุดท้ายเราขอนอนซึมซับความสุข แล้วตื่นสาย ๆ ก่อนกลับเข้าเมืองไปขึ้นเครื่อง เราแวะไปถ่ายรูปเล่นกันที่สวนสนแม่แตง ที่กว้างใหญ่มาก มีมุมให้ครีเอทถ่ายรูปคู่กันสนุกเลยล่ะ

06

ไม่ต้องรีบร้อน ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน แถมไม่ต้องเสียค่าเข้าอีกด้วย แต่ยังไงก็ต้องรักษาความสะอาดด้วยนะ

09

นี่เป็นทริปเชียงใหม่ที่ชิลล์ที่สุด ไม่ต้องเที่ยวสถานที่ให้มาก เน้นไปกับที่พักสวย ๆ รายล้อมด้วยธรรมชาติ เพื่อเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่นได้มากที่สุด เป็นความผ่อนคลายของเราสองคนโดยแท้จริง ถ้าถ้าจะเรียกสิ่งนี้ว่าความสุข มันก็คงไม่ผิดนัก

10

 

เที่ยวออสเตรเลีย กับ 15 กิจกรรมห้ามพลาด ลองทำดู แล้วจะรู้ว่าคูลมากกก!!

ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่เดินทางง่าย แถมยังกว้างใหญ่และมีพื้นที่ให้เลือกท่องเที่ยวกันหลากหลายรูปแบบ แค่เดินเล่นก็เพลินแล้วนะ แต่ถ้าอยากสัมผัสความเป็นออสเตรเลียแบบจัดหนักจัดเต็มกว่านั้นละก็ ขอให้หากิจกรรมสุดคูลทำดูซักหน่อยก็ไม่เสียหาย ได้ทั้งประสบการณ์ ได้ทั้งความเร้าใจ แถมยังได้ลองอะไรที่แปลกใหม่ในสไตล์ออสซี่ที่แท้ทรู ถ้าดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากไปชิคไปคูลกันบ้างละก็ ขอให้คลิกไปเลือกตั๋วเครื่องบินกันได้จากเว็บไซต์ Traveloka นะจ้ะ บอกตรงนี้เลยว่าโปรก็เด็ด ราคาก็ดี มีให้จองกันอยู่ตลอดเวลา ลองเลย รับรองว่าต้องติดใจ! 

จองตั๋วเครื่องบินไปออสเตรเลียกับ Traveloka คลิกเลย! https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-australia

15 กิจกรรมห้ามพลาดในออสเตรเลีย

1. เร้าใจไปกับการไต่ Sydney Harbour Bridge

Sydney Harbour Bridge

หนึ่งไฮไลท์กลางเมืองซิดนีย์ก็คงหนีไม่พ้นสะพานนี้นี่ละ เพราะนี่คือสะพานระนาบเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใช้เวลาสร้างทั้งหมดถึง 8 ปี และมีโครงสร้างเป็นโครงเหล็กถักทอ ทอดตัวข้ามอ่าวซิดนีย์ใจกลางเมือง ยืนชมยืนแชะจากไกลๆ ก็ว่าได้ใจแล้วนะ แต่อยากชวนให้ทำอะไรที่สะใจกว่านั้นอย่างการปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของสะพานแห่งนี้ ปลอดภัยและสะดวกสบายเพราะมีบริการนำเที่ยวให้ได้ลองใช้กัน ดูวิวสะพานจากด้านล่างใครๆ ก็ทำได้ แต่ไต่ขึ้นไปดูวิวจากมุมสูง 134 เมตรบนตัวสะพานน่ะ ไม่ใช่ทุกคนจะได้ทำกัน มันแน่ ลองเลย!

2. ไปว่ายน้ำในสระติดทะเลที่ Bondi Icebergs

Bondi Icebergs

เรียกว่านี่คือสระว่ายน้ำติดทะเลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง และมีผู้คนนิยมมาถ่ายรูปเช็คอินกันคึกคักเป็นลำดับต้นๆ แห่งหนึ่งเลยทีเดียว สระนี้เหมาะสำหรับคนชอบออกกำลังกายแต่ไม่อยากว่ายน้ำในทะเล เพราะแม้คุณจะว่ายอยู่ในสระแต่ก็ถือว่าได้ฟีลทะเลแบบสุดๆ ด้วยคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ ซึ่งจะทำให้คุณได้ว่ายน้ำในสระไปพร้อมกับการได้สัมผัสน้ำทะเลที่ถูกซัดกระเซ็นเข้ามาในระยะประชิด เรียกว่าสระว่ายน้ำติดทะเลที่ไหนก็สู้ไม่ได้เลยละคุณเอ๋ย

3. ชมวิวรูปแบบใหม่ไปกับ Uluru Camel Tours

Uluru Camel Tours

ถ้าการเดินชมวิว หรือขับรถท่องเที่ยวแบบชิลล์ๆ มันง่ายไป เราขอนำเสนอรูปแบบใหม่ในการท่องเที่ยวด้วยการออกเดินทางไปกับคาราวานอูฐ! กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยเจ้าของกิจการฟาร์มอูฐที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย โดยเส้นทางที่จะพาคุณทัวร์นั้นอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ Uluru-Kata Tjuta National Park ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คน่าไปเยือนของออสเตรเลีย คุณจึงมั่นใจได้ในวิวสุดว้าวที่จะได้พบเจอไปตลอดทาง ที่เริ่ดคือเค้ามีหลากหลายช่วงเวลาในการทัวร์ให้เลือกกันด้วยนะ จะพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก หรือจะทัวร์แบบส่วนตัวก็มีทั้งนั้นจ้า มีโอกาสก็ไปลองดูนะ เชื่อว่าหลายคนน่าจะถูกใจ

4. ไปส่องดูพาเหรดเพนกวินที่ Phillip Island

Phillip Island

เกาะฟิลลิป ตั้งอยู่ในรัฐวิกตอเรีย ห่างจากเมลเบิร์นไปประมาณ 138 กิโลเมตร เดินทางได้ง่ายไม่ว่าจะขับรถไปด้วยตัวเองหรือใช้บริการรถสาธารณะก็ตาม บนเกาะฟิลลิปนั้นมีพื้นที่ธรรมชาติให้เที่ยวชมหลากหลาย แต่ไฮไลท์ที่ดึงดูดใจให้หลายคนมายังเกาะนี้ ก็คือการมาจับจองที่นั่งเพื่อชมเหล่าเพนกวินนับร้อยตัวเดินเตาะแตะขึ้นฝั่งเพื่อกลับรังบนเกาะนี้ หลังจากที่พวกมันได้ออกไปแหวกว่ายหาอาหารในท้องทะเลมาตลอดวัน และนี่คือโอกาสที่คุณจะได้เห็นวิถีชีวิตของเพนกวินตัวจ้อยตามธรรมชาติกันในชนิดที่เรียกได้ว่าระยะประชิดติดขอบจอ!

5. ดำน้ำชมแนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลกที่ Great Barrier Reef

Great Barrier Reef

มาถึงถิ่นที่ได้ชื่อว่ามีแนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลกทั้งที นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งซึ่งอยากชวนให้ได้ลองทำกัน เพราะที่แนวปะการังชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์แห่งนี้นั้น นอกจากจะมีความสวยงามไม่เป็นรองใครแล้ว ยังเป็นแนวปะการังที่มีความยาวต่อเนื่องถึงประมาณ 2,000 กิโลเมตร กินพื้นที่กว่าสามแสนตารางกิโลเมตร และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลกว่า 6,000 ชนิด ว่ากันว่าอาจจะต้องดำน้ำมากกว่า 1,000 ครั้ง ถึงจะชมไฮไลท์ของแนวปะการังแห่งนี้ได้ครบเลยนะ ถ้าคุณสนใจ ไปเริ่มครั้งที่หนึ่งกันก่อนได้เลย!

6. ไปกอดโคอาล่าที่ Taronga Zoo

Taronga Zoo

เพราะเจ้าหมีน้อยน่ารักอย่างโคอาล่า ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์สำคัญอย่างหนึ่งของออสเตรเลีย เมื่อมาเยือนถึงถิ่นแล้วทั้งที ก็คงต้องหาโอกาสมาทักทายเจ้าถิ่นสุดน่ารักตัวนี้กันซักหน่อยสินะ สวนสัตว์ Taronga ถือว่าเป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่เดินทางง่ายมาก เพราะนั่งเรือมาจาก Circular Quay เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง ด้านในแบ่งเป็นโซนต่างๆ อย่างชัดเจนเดินง่าย ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลานสารพัดชนิด ก็หาดูได้จากที่นี่ โดยเป็นสัตว์สายพันธุ์พื้นเมืองของออสเตรเลียเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางชนิดนั้น คุณสามารถสัมผัสหรือให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด ที่เจ๋งคือเค้ามีการเปิดให้กางเต๊นท์นอนในสวนสัตว์แห่งนี้ได้ด้วยนะ เอาจ้า ใครสนก็ลองดู

7. นั่งเฮลิคอปเตอร์ดูวิว 12 Apostles

12 Apostles

นี่คือหนึ่งในเส้นทางถนนที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งในโลก ซึ่งเชื่อว่าหลายต่อหลายคนอาจจะเคยได้มาเยือนกันไปแล้ว หรือไม่งั้นก็คงใฝ่ฝันว่าอยากจะมีโอกาสได้มาขับรถชมทิวทัศน์งามๆ ในถนนเส้นนี้ซักครั้งนึง และหนึ่งในไฮไลท์ของถนนเส้นนี้นั้น คงต้องยกให้กับเสาหินสุดอัศจรรย์ที่ในอดีตนั้นเคยมีอยู่ด้วยกัน 9 ต้น แต่หลังจากทนแดด ทนฝน ทนคลื่นลมมาแล้วหลายล้านปี เลยมีการหักโค่นลงไปจนเหลือเพียงแค่ 8 ต้นในปัจจุบัน ขับรถจากถนนแล้วแวะลงไปชมวิวกันว่าสวยแล้วนะ ขอบอกว่าเพิ่มต้นทุนอีกนิด แล้วลองหาโอกาสไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมวิวแถวนี้จากบนท้องฟ้าดู รับรองว่าจะแปลกหูแปลกตา และจะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆ ที่น่าจดจำแน่นอน

8. เล่นเซิร์ฟสุดมันส์ที่หาด Bondi

Bondi Surf

หาดนี้ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ในการมาเยือนเมืองซิดนีย์ เนื่องจากเป็นชายหาดโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยวซึ่งมีชายหาดที่ยาวเลียบมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นระยะทางไปกว่า 1 กิโลเมตร และด้วยความที่เดินทางง่าย เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ชายหาดแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความคึกคักและแสนจะมีชีวิตชีวา ซึ่งชาวซิดนีย์และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนั้นนิยมมาเดินเล่นหรือทำกิจกรรมทางน้ำที่นี่กันมากมาย หนึ่งในนั้นคือการเล่นเซิร์ฟ เพราะคลื่นลมที่นี่ก็แสนจะเป็นใจ แถมยังมีร้านให้บริการเช่าหรือขายอุปกรณ์ต่างๆ กันมากมายตลอดแนวชายหาด เล่นไม่เล่นไม่เป็นไร แอ็คท่าถ่ายรูปกับกระดานเซิร์ฟก็เจ๋งแล้วละ เอาจริง!

9. ไปนั่งห้อยขาชมวิวบนรถไฟสุดชิลล์ Puffing Billy 

Puffing Billy

ลืมกฎห้ามยื่นอวัยวะออกไปนอกขบวนรถไฟที่ใช้มาตลอดชีวิตไปได้เลยจ้า เพราะว่ามันใช้ไม่ได้กับรถไฟขบวนนี้! พัฟฟิ่ง บิลลี่ เป็นขบวนรถไฟเก่าแก่ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ในปี ค.ศ.1900 แต่เกิดเหตุการณ์ดินถล่มและทำให้ขาดทุนจนต้องปิดตัวลงไป จนในปี ค.ศ.1962 มีกลุ่มอาสาสมัครราว 900 คน ร่วมมือร่วมใจกันเคลียร์เส้นทางรถไฟแห่งนี้ให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง จนกระทั่งกลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1998 ซึ่งเส้นทางรถไฟจะพาคุณชมความสวยของทิวทัศน์และวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่น ฟินทั้งวิว ฟินทั้งเรื่องราวความเป็นมา เชื่อว่าคุณจะต้องประทับใจ

10. เพลินกับเทศกาลว่าวสุดยิ่งใหญ่ใน Festival of The Winds

Festival of The Winds

หากคุณมีโอกาสไปเยือนซิดนีย์ในช่วงประมาณเดือนกันยายน อยากชวนให้ไปลองเดินเล่นในงานเทศกาลว่าวที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียงานนี้กัน โดยงานนี้นั้นจะจัดขึ้นบริเวณหาด Bondi ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และในงานจะเต็มไปด้วยความบันเทิงสารพัดสารพัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหลากหลายรูปแบบที่มาออกบู๊ธขายกันในงานนี้ มีการเปิดให้ได้ลองเวิร์คช็อปทำว่าวด้วยตัวเอง มีโรงละครหุ่นเชิดแสนน่ารัก และยังมีการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย ปิดท้ายด้วยการได้นั่งชิลล์ริมหาดชมว่าวสารพัดรูปแบบหลากหลายไซส์ที่ลอยอยู่บนฟ้า สมแล้วที่ว่ากันว่านี่คืองานเทศกาลว่าวที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในโลกจริงๆ

11. ไปเสพงานอาร์ตแบบชิลล์ๆ กับ Sculpture by the Sea

sculpture by the sea

ถือว่าเป็นหนึ่งงานที่สายอาร์ตน่าจะต้องถูกใจ หรือถ้าจะให้บอกกันตามตรง ถึงไม่ใช่คนอาร์ตมากก็ชิลล์ได้ เพราะตลอดเส้นทางความยาว 1.2 กิโลเมตรเลาะเลียบริมชายหาด Bondi ไปจนถึง Tamarama จะเต็มไปด้วยชิ้นงานประติมากรรมเก๋ๆ ฮิปๆ กว่าร้อยชิ้น ซึ่งนี่ถือเป็นงานที่มีการแสดงประติมากรรมกลางแจ้งแบบดูได้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก! แต่ละปีจะมีผู้คนมาเยี่ยมชมงานนี้กว่า 500,000 คน ชิ้นงานแต่ละชิ้นก็โดดเด่นสะดุดตาแตกต่างกันไปทั้งรูปร่างลักษณะและทำเลที่ตั้ง เก๋กว่าการเดินชมทะเลสวยๆ ก็คือการได้ชมทะเลไปด้วยเสพงานอาร์ตไปด้วยนี่ละ!

12. ดำน้ำไปจ้องตากับจระเข้ยักษ์ที่ Cage of Death

Cage of Death

สำหรับคนที่ไม่ชอบกิจกรรมแบบเรียบง่ายสบายๆ ขอนำเสนอโปรแกรมนี้เอาไว้ให้พิจารณา เชื่อว่านี่คือกิจกรรมที่ตลอดเวลาซึ่งได้ทำนั้นจะไม่มีซักวินาทีเลยละที่น่าเบื่อสำหรับคุณ! เพราะนี่คือโอกาสที่คุณจะได้ดำน้ำลงไปเผชิญหน้ากับฝูงจระเข้ยักษ์ถึงในใจกลางบ่อแบบระยะประชิด เพราะมีเพียงแค่กรงใสไม่ใหญ่ไม่โตกั้นขวางระหว่างกันเอาไว้ แถมเค้ายังมีการเพิ่มความเร้าใจด้วยการให้อาหารจระเข้กันตรงหน้าคุณ เรียกว่าคมเขี้ยวมีกันกี่ซี่ คราวนี้ยืนนับกันได้เลยจ้า ตาสบตาขนาดนี้ถ้าใจไม่แข็งจริงนี่บอกเลยว่าต้องมีขาแข้งอ่อนกันบ้างละ

13. ขึ้นเขาไปชมหินสามอนงค์ Three Sister Rocks

Three Sister Rocks

เปลี่ยนบรรยากาศขึ้นมาชมทิวทัศน์สีเขียวของผืนป่าขนาดใหญ่ในโซนภูเขาสีน้ำเงิน หรือ Blue Mountains กันบ้างดีกว่า ไฮไลท์ของการมาเยือนที่นี่นั้นคงต้องยกให้กับการมาชมภูเขาหินสามก้อนเรียงกันที่ชื่อ Three Sister Rocks ว่ากันว่าหินสามก้อนนี้ถ้ามองให้ดีๆ จะเหมือนใบหน้าของหญิงสาวสามคน โดยบริเวณนี้มีตำนานโศกนาฏกรรมความรักเป็นเรื่องเล่าประกอบการชมกันด้วยนะ และการจะขึ้นมาชมวิวของที่นี่สามารถทำได้ทั้งการเทรกกิ้งในระยะทาง 2.4 กิโลเมตร การนั่งกระเช้าไฟฟ้า การขึ้นเคเบิ้ลคาร์ และการนั่งรถรางซึ่งได้ชื่อว่าชันที่สุดในโลก อยากได้ความเร้าใจเบอร์ไหน คุณเลือกได้เลย

14. แฮปปี้แบบสุดๆ บน Kangaroo Island แดนสวรรค์ของคนรักสัตว์

Kangaroo Island

เกาะแห่งนี้มีชื่อเป็นภาษาอะบอริจินส์ว่า Karta ซึ่งแปลว่าเกาะแห่งความตาย เพราะมีสภาพภูมิประเทศที่โหดร้ายอย่างเช่นลมที่แรงมาก และมีน้ำจืดในปริมาณน้อย ทำให้ผู้คนที่เคยอยู่ที่นี่นั้นอพยพหนีออกไป เหลือไว้เพียงแต่เหล่าจิงโจ้เท่านั้นที่ใช้ชีวิตและขยายพันธุ์บนเกาะนี้ได้ จนในที่สุดมันก็ยึดครองเป็นเจ้าของเกาะไปโดยปริยายเลยละ เกาะนี้ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย และมีเนื้อที่กว่า 4,400 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันนี้ ที่นี่ยังเต็มไปด้วยสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลียมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโคอาล่า วัลลาบี้ แมวน้ำ สิงโตทะเล และอื่นๆ อีกเพียบ ใครรักสัตว์เหล่านี้ ที่นี่คือสวรรค์ที่แท้ทรู!

15. ล่องเรือชมวาฬที่ซิดนีย์กับ Sydney Whale – Watching Cruise

Sydney Whale - Watching Cruise

เป็นที่รู้กันว่าออสเตรเลียน่ะเป็นประเทศที่มีสัตว์นานาสายพันธุ์อาศัยอยู่อย่างแสนจะสมบูรณ์ ขนาดวาฬหลังค่อมน่ะ ยังหาดูได้แบบไม่ยากเย็น เพราะอยู่ในเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์ก็ยังมีโอกาสไปดูวาฬกันได้ในระยะประชิดแบบสุดชิลล์ ด้วยการไปทัวร์นั่งเรือชมวาฬกัน จากตัวเมืองซิดนีย์ใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้เห็นวาฬกันแบบชัดๆ จัดเต็มกันแล้วนะ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราไม่อยากให้คุณพลาดเลยละ เมื่อไปเยือนออสเตรเลีย

ออสเตรเลียเป็นประเทศสุดมหัศจรรย์ โดยเฉพาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติหรือบรรดาสัตว์โลกสารพัดสายพันธุ์ที่น่าสนใจ ที่จริงแล้วประเทศนี้ยังมีอะไรให้ค้นหากันอีกเพียบเลยนะ แล้วไว้วันหลังเราจะรวมรวมมาให้คุณได้ส่องกันใหม่ เชื่อว่าที่นี่จะกลายเป็นประเทศในดวงใจของใครหลายคนอีกไม่ยากเลยเชียว แถมที่นี่ก็ยังเดินทางง่ายและค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ถึงกับสูงมากนัก หากคุณอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในโลกกว้างอย่างที่หาได้ยากจากที่อื่นละก็ ขอบอกเลยว่าออสเตรเลียนี่ล่ะ เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจมากจริงๆ

Ahmedabad India : เที่ยวอาห์เมดาบัด อินเดีย สัมผัสมรดกโลกและรากเหง้าอารยธรรมโบราณสุดยิ่งใหญ่

เปิดมุมมองใหม่ของอินเดีย กับเมืองที่เต็มไปด้วยอารยธรรมโบราณ สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาสุดยิ่งใหญ่น่าพิศวง ที่นี่ Ahmedabad (อาห์เมดาบัด) เมืองใหญ่แห่งแคว้นกุจราช เมืองที่มากล้นด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบฮินดูและมุสลิม ผสมผสานกันย่างน่าดูชม แถมยังมีมรดกโลกตั้งอยู่ที่นี่ด้วย รวมถึงตลาดช้อปปิ้งเสื้อผ้าอินตะระเดียสุดตระการตา สายวินเทจ สายประวัติศาสตร์ สายสถาปัตย์ สายช้อป จะต้องรักที่นี่แน่นอน

DSC01451

เดสทิเนชั่นของเราส่วนใหญ่คงจะหนีไม่พ้นศาสนสถานต่าง ๆ ของชาวฮินดูที่สร้างเอาไว้เพื่อบูชาเทพเจ้า มาในรูปแบบของ Stepwell ที่มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธื์ หรือวิหารลับใต้ดินสุดพิศวง ทำให้เราได้ตื่นเต้นกับการเดินสำรวจมุมถ่ายรูป วัดฮินดูอันมีสีสันและลวดลายน่ามอง ตลอดจนอุทยานประวัติศาสตร์ ที่ประกอบด้วยมัสยิดโบราณและหลุมฝังศพของชาวมุสลิม ซึ่งแทบทุกแห่งนั้นทำให้เราต้องอุทานร้องว้าวเสียงดัง

02

ทริปนี้เราก็ยังเลือกบินตรงแบบ Full Service กับไทยสมายล์ อีกเช่นเคย ราคารวมทุกอย่าง เบาะที่นั่งกว้าง สะดวกสบาย ไม่อึดอัด สามารถเลือกที่นั่งได้ แอร์ฯสวย น้ำหนักกระเป๋าก็โหลดฟรีจัดหนัก 30 กก. เอาใจขาช้อปสุด ๆ รวมทั้งอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่มต่าง ๆ พร้อมทั้งการบริการอันแสนประทับใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสของพนักงานตลอดการเดินทาง

01

 

DSC02418

การจะเที่ยวที่อาห์เมดาบัดได้อย่างสะดวกรวดเร็วนั้น เราแนะนำให้ใช้บริการเช่ารถแบบมีคนขับ เขาจะมารับส่งสนามบิน พร้อมพาเราเที่ยวตามโปรแกรมที่ต้องการ โดยคิดเป็นราคาเหมา เราอยู่ที่นั่น 4 วัน ไปกัน 4 คน เขาคิด 16,500 รูปี (ไม่ถึง 8,000 บาท ตกคนละ 2,000 คุ้มมาก) ราคานี้รวมค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดเรียบร้อยหมดแล้วด้วย ใครอยากไปแบบนี้ติดต่อได้ทาง WhatsApp (+91 99981 09961) ชื่อมิสเตอร์ซิงห์

DSC00475

วันแรกที่มาถึงก็เย็นแล้ว โปรแกรมคือมุ่งตรงไปยังตลาด Teen Darwaja เพื่อช้อปปิ้ง เป็นตลาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่า โดยยังมีกำแพงและซุ้มประตูโบราณตั้งตระหง่านโดดเด่น ที่นี่นั้นรวมสินค้าไว้มากมาย มีทุกอย่างให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเสื้อผ้า รางเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ รวมถึงร้านอาหารต่าง ๆ ที่มีให้เลือกทั้งแบบเนื้อสัตว์และมังสวิรัติ

ส่วนผู้คน ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นมิตรเท่ากับพาราณสี นั่นเป็นเพราะว่าที่นี่นั้นเป็นเมืองที่ค่อนข้างร่ำรวยขึ้นมาหน่อย ผู้คนเลยไม่กล้าทักทาย ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ถือว่ายังดิบอยู่มาก ใครมาเที่ยวถือว่าเป็นของแปลก เป็นจุดเด่นจุดสนใจ ตามที่เที่ยวเราจึงยังถูกรุมเซลฟี่แทบจะตลอดเวลา ถ้าเก็บเงินค่าถ่ายคงรวยไปแล้ว

DSC00485

DSC02258

มาว่ากันถึงเรื่องที่พัก มาเยือนถิ่นประวัติศาสตร์ทั้งที ต้องหาที่พักให้ตรงคอนเซ็ปต์หน่อย คือต้องวินเทจ ดีไซน์สวยงามมีเอกลักษณ์ แต่ยังคงความสะดวกสบายเอาไว้ด้วย เราเลือกพักที่ Baghban Haveli เป็นลักชัวรี บูทีค โฮเทล ที่ถูกรีโนเวทขึ้นมาจากตึกคูหาเล็ก ๆ จนออกมาเป็นที่พักสุดเท่แบบนี้ ตรงใจมาก

DSC02273

ห้องนอนใหญ่ กว้างมาก ด้านล่างมีพื้นที่ให้นั่งเล่นถ่ายรูป ข้าวของเครื่องใช้เป็นงานวินเทจทั้งหมด ทำให้เป็นมุมถ่ายรูปได้อย่างน่าดึงดูด ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะราคาแค่คืนละ 1,800 บาทเท่านั้น

DSC02320

อาห์เมดาบัด เป็นเมืองที่เราหลงรักในสถาปัตยกรรมของเขามาก เพราะนอกจากความวิจิตรงดงามแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งคือความศรัทธาในการสร้าง บางแห่งนั้นต้องเจาะหินไต่ระดับลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตร ส่วนความเก่าแก่นั้นไม่ต้องพูดถึง 500-1,200 ปีแทบทั้งสิ้น นี่เป็นอีกหมุดหมายที่จะมาแรงมาก ๆ ในปี 2020 ที่สำคัญคือแต่ละแห่งนั้นแค่เรายื่นพาสปอร์ตไทย ก็จะได้รับส่วนลดในราคาคนอินเดีย ถูกและดีงามขนาดนี้ ต้องมาแล้วล่ะ

DSC00584

เช้าวันที่สอง เราตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางมายังจุดหมายแรกของเรา Hathee Singh Jain Temple วัดเก่าแก่ของศาสนาเชน ศาสนาที่ว่ากันว่าเป็นพี่น้องกับศาสนาพุทธ มีความวิจิตรงดงาม สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1848 โดยใช้หินทรายมาแกะสลักโดยมีพื้นเป็นหินอ่อน ด้านหน้าได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยโครงสร้างรูปทรงโดม มีงานกระจกที่สวยงาม พร้อมด้วยสถาปัตยกรรมที่มีสไตล์แบบ haveli

DSC00565

ข้างในนั้นสวยงามและได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีมาก ๆ แต่ข้อควรระวังคือ เขาค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้านใน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติมากนัก ระวังอย่าถ่ายติดศาลเจ้าและเทวรูปเด็ดขาด

DSC00513

DSC00611

ตรงหน้าวิหารวัด ยังมีหอคอยสูงตั้งตระหง่านอยู่ มีชื่อเรียกว่า Kirti Stambh

DSC00625

DSC00664

จากนั้นเราก็ขึ้นรถออกเดินทางขึ้นเหนือไปอีก 2 ชม. ไปยังเมือง Patan อันเป็นที่ตั้งของ Rani Ki Vav หรือ Queen Stepwell มรดกโลกที่มีอายุกว่า 1,000 ปี เป็นทั้งสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่พบปะสังสรรค์ รวมถึงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ยามแล้ง บอกเลยว่ายิ่งใหญ่อลังการ และดูมีมนต์ขลังจนน่าขนลุก กับงานสถาปัตยกรรมแกะสลักลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตร

DSC00700

DSC00694

พิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวคนไทย แค่ยื่นพาสปอร์ตที่จุดซื้อตั๋ว ก็จะได้รับการลดราคาจากราคาเต็ม 600 รูปี (300 บาท) เหลือแค่ 40 รูปี (20 บาท) เท่านั้น เป็นราคาคนอินเดียเลย ทุกที่จะเป็นแบบนี้หมด ถูกและดีสำหรับคนไทยมาก นั่นเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางการฑูตนั่นเอง

DSC00789

Rani Ki Vav ทำเราอ้าปากค้างเมื่อได้เห็น เพราะที่นี่นั้นถูกสร้างด้วยการเจาะลงไปใต้ดิน มีเสาหินแกะสลักรายล้อมเต็มไปหมด บันไดขั้นสูงค่อย ๆ พาเราลงไปพบความอเมซิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พาให้จินตนาการไปถึงยุคอดีตว่าที่นี่นั้นคงเคยยิ่งใหญ่มาก

19

 

DSC00870

หลังจากที่เราถ่ายรูปเก็บความประทับใจเสร็จแล้ว ก็ย้อนกลับลงมาอีก 40 นาที เพื่อมาชมความงดงามของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และเทวาลัยแห่งแสงอาทิตย์ที่ Sun Temple ณ เมือง Modhera

DSC00905

DSC00911

Sun Temple เป็นหนึ่งในเทวาลัยแห่งสุริยเทพของประเทศอินเดีย เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ด้านในนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความขลังและวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมเสาหินที่แกะสลักเป็นรูปเทพเจ้าต่าง ๆ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ด้านหน้าเป็น Stepwell ไล่ระดับลงไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ ก่อเกิดเป็นภาพที่สวยงามยิงใหญ่ มีมุมให้ได้ถ่ายรูปมากมาย

DSC00965

DSC01018

นอกจากนี้ที่นี่จะสวยงามเป็นพิเศษเมื่อเจอกับแสงแดดยามเย็น ทำให้เฉดสีของหินทรายถูกขับออกมาให้สะดุดตามากขึ้น เพิ่มสเน่ห์ให้กับ Sun Temple มีความสอดคล้องกับชื่ออย่างแท้จริง

DSC01032

DSC01112

หลังชมแสงสวย ๆ เสร็จ ก็ได้เวลากลับเข้าเมือง เราก็ไปหาของกิน ช้อปปิ้งกันที่เดิม เพราะเมื่อวานเดินไม่หมดจริง ๆ เพราะถนนมันทั้งยาวและใหญ่มาก ๆ คราวนี้ได้เสื้อผ้ามาเพียบเลย

DSC01123

เช้าวันต่อมา ก่อนที่เราจะเดินทางไกลลงใต้ ก็มาแวะอีกหนึ่งไฮไลท์หลักของอาห์เมดาบัด ​Dada Harir Vav เป็น Stepwell ลึกลับใต้ดินที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีความน่าพิศวงกว่าที่อื่น ด้วยความมืดและลึก มีแสงส่องถึงน้อย ทำให้ภายในมีความน่าค้นหา บวกกับน่าสะพรึงเล็กน้อย เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่เลย ยกเว้นกระรอก 4-5 ตัว เท่านั้น

DSC01163

ก่อนที่เราจะลงไปสำรวจความลึกลับใต้ติน เราเดินมาที่ด้านท้ายก่อน เพื่อเจอกับสิ่งปลูกสร้างโบราณที่งดงามมาก แต่มีป้ายติดว่าห้ามถ่ายรูป ในขณะที่กำลังเศร้าอยู่นั้น ก็มีชายนิรนามเดินเลาะกำแพงตรงมาหาเราแล้วเริ่มการสนทนา

เขาบอกเบื้องหน้านี่เป็นมัสยิดโบราณ ส่วนทางด้านขวาเป็นสุสานของตระกูล Sultan Mahmud Begada มีอายุกว่า 500 ปี โดยอนุญาตให้ถ่ายรูปได้เฉพาะวิวกับสถาปัตยกรรมเท่านั้น ห้ามถ่ายคนหรือมีแบบมาโพสต์ท่า ซึ่งชายนิรนามก็ได้เปิดประตูให้เราได้ชมสุสานด้วย เขาบอกว่าภายใต้โลงศพที่ถูกก่อขึ้นมา มีศพของจริงอยู่ข้างใต้ที่ขุดลึกลงไป 10 เมตร เป็นภาพที่หาดูยาก เหมือนเราถูกดูดเข้าไปอยู่ในหนัง The Mummy ยังไงยังงั้น

DSC01196

 

และแล้วก็ถึงเวลาลงไปสำรวจ Stepwell แค่ชะโงกลงไปใจก็สั่นแล้ว เพราะมันมืดจนมองไม่เห็นพื้นว่าลึกแค่ใน เราสามารถลงบันไดวนลงไปได้เรื่อย ๆ แต่เราขอลงไปแค่สองชั้นพอ เพราะรู้สึกวังเวงและอากาศข้างล่างเย็นและชื้นมาก แต่เท่านี้ก็ได้ถ่ายรูปสวย ๆ ปัง ๆ ได้เยอะแล้ว

DSC01298

Stepwell นี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1485 โดย Dhai Harir หญิงสาวในครัวเรือนของ Mahmud Begada ตามคำจารึกภาษาเปอร์เซีย เธอคือผู้กำกับการฮาเร็มของราชวงศ์ เป็นผู้สร้างมัสยิดด้านหลังนั่น และร่างอันไร้วิญญาณของเธอก็คือ 1 ในหลุมศพในสุสานนั้น

DSC01375

DSC01434

เราเดินย้อนกลับมาด้านหน้า แล้วเดินลงบันไดไปเรื่อย ๆ รายล้อมไปด้วยเสาหินสุดอลังการ เกิดเป็นมุมที่มหัศจรรย์ ทำให้เราถ่ายรูปที่นี่ไว้เยอะมาก เป็น Stepwell ที่เราชอบมากที่สุดแล้ว

DSC01566

DSC01476-2

บันไดหิน Dada Harir สร้างขึ้นด้วยหินทรายในรูปแบบสถาปัตยกรรม Solanki ลึกห้าชั้น มีรูปทรงแปดเหลี่ยม สร้างขึ้นบนเสาจำนวนมากที่แกะสลักอย่างประณีต แต่ละชั้นกว้างขวางพอที่จะให้ผู้คนมาชุมนุมกันได้ มันถูกขุดลึกเพื่อเข้าถึงน้ำใต้ดินสำหรับวัดความผันผวนตามฤดูกาลของระดับน้ำฝนตลอดทั้งปี

DSC01622

DSC01667

DSC01831

จากนั้นเราก็เดินทางลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้สู่เมือง Halol เพื่อเยี่ยมชมอุทยานโบราณคดี Champaner-Pavagadh ที่องค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกแห่งแรกของอินเดีย อันประกอบด้วยมัสยิดและโบราณสถานอันเก่าแกมากมาย รวมถึงวัด ยุ้งฉาง สุสาน หลุม กำแพง ระเบียง และอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่รอบ ๆ เชิงเขา Pavagadh ซึ่งเยอะมาก ๆ ถ้าจะให้เก็บหมดต้องอยู่สัก 2-3 วัน เราเลยเลือกเด็ด ๆ มา 2 แห่ง

DSC01694

เริ่มด้วย Sahar ki Masjid มัสยิดแห่งนี้ใกล้กับพระราชวัง ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแลนด์สเคปที่สวยงาม ด้านหน้าทางเข้ามีประตูโค้งที่มีโดมขนาดใหญ่ มีหอคอยคู่ ประดับประดาด้วยการฉายภาพซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ส่วนการถ่ายรูปที่นี่นั้นแนะนำให้สำรวมนิดนึง

DSC01745

DSC02088

จากนั้นเราก็นั่งรอต่อมาอีก 5 นาที เพื่อมาชม Jama Masjid เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานท่ีโดดเด่นที่สุด สร้างโดยสุลต่าน มะห์มุด เบกาดา ด้วยสถาปัตยกรรมโมกุล ที่ได้รับการกล่าวขวัญว่ามาจาสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างความหมายทางศาสนาฮินดูและความชำนาญโครงสร้างของชาวมุสลิม

DSC01842

แค่หน้าประตูทางเข้าก็สุดยอดแล้ว ดูมีคุณค่า มีความยิ่งใหญ่สวยงาม รู้สึกคุ้มค่ามากที่นั่งรถมาไกล เพื่อได้มาเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ละเมียดละไมขนาดนี้ แม้บางส่วนจะกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วก็ตาม

DSC01898

DSC02079

DSC01961

Jama Masjid โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ถือเป็นหนึ่งในมัสยิดท่ีดีที่สุดในอินเดียตะวันตก มีการตกแต่งภายในที่หรูหรา ห้องโถงละหมาดหลายแห่งแยกจากกันเกือบ 200 เสา ห้องโถงละหมาดหลักมีโดม การตกแต่งของพื้นที่ผิวของมัสยิดและหลุมฝังศพประกอบด้วยสัญลักษณ์สาคัญของดวงอาทิตย์ เพชรกระถาง เถาวัลย์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดอกบัว

DSC02002

ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือที่น่าชื่นชม อันสืบสานมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา มัสยิดแห่งนี้มีทั้งโล่ จิตรกรรมฝาผนังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามอัน อันหนึ่งอยู่ที่ด้านบนสุดของธรรมาสน์ และอีกสองตั้งอยู่ด้านข้างพร้อมแกะสลักจากเพลงอัลกรุอาน ถือเป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซ สมกับที่เป็นมรดกโลกจริง ๆ

DSC02180

DSC01873

เราโบกมือลา Champaner ในช่วงเย็นเพื่อกลับเข้าเมือง ก่อนเข้าที่พักเลยแวะที่ Law Market ตลาดเสื้อผ้าและของวินเทจต่าง ๆ ให้ได้เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง หลังจากเดินทางไกลมาทั้งวัน

DSC02194

DSC02392

ตื่นขึ้นมาในเช้าวันสุดท้ายที่อาห์เมดาบัด เป็นวันที่ไม่เร่งรีบนัก สาย ๆ เราเดินทางไปยังวัดฮินดูแห่งแรก และมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเมือง Shree Swaminarayan Mandir เป็นวัดที่มีความพาสเทลจัดมาก ถ่ายรูปออกมามุมไหนก็ดูดีไปหมด ถูกสร้างขึ้นตามคำแนะนำของ Swaminarayan ผู้ก่อตั้งนิกาย

DSC02369

ส่วนการถ่ายรูปนั้นสามารถถ่ายได้บริเวณรอบนอกเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ถ่ายด้านในโดยเด็ดขาด

DSC02427

DSC02477

ปิดท้ายทริปด้วยการเที่ยว Adalaj Stepwell บ่อน้ำขั้นบันไดที่สำคัญอีกแห่งของเมือง เที่ยว Stepwell เอาให้เอียนกันไปข้างนึงเลย ไหน ๆ มาแล้วต้องเก็บให้ครบ ยอมใจแล้วว่าที่นี่เขาขยันสร้างบ่อน้ำจริง ๆ และแต่ละแห่งก็ลึกลับซับซ้อนซะเหลือเกิน

DSC02509

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ผมขอเล่าความเป็นมาของสเตปเวลล์หรือที่เรียกว่าบ่อน้ำหน่อยแล้วกัน ตามประวัติศาสตร์ สิ่งปลูกสร้างลักษณะนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 5 – 19 ถือเป็นเรื่องธรรมดาในอินเดียตะวันตก มีการสร้างมากกว่า 120 หลุม ซึ่งหลุมที่ Adalaj เป็นหลุมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง
สเต็ปเวลล์นั้นยังสามารถพบได้ในภูมิภาคที่แห้งแล้งของอนุทวีปอินเดียซึ่งขยายเข้าสู่ปากีสถาน สร้างเพื่อรวบรวมน้ำฝนในช่วงมรสุมตามฤดูกาล โดยพวกเขาก็ทำการตกแต่งสถาปัตยกรรมให้มีความวิจิตรงดงามยิ่งใหญ่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปัจจุบัน Stepwell ต่าง ๆ นั้นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมชมและถ่ายรูปเก็บเป็นความประทับใจ แต่ในอดีตนั้น Stepwell เหล่านี้ ถูกแวะเวียนโดยนักเดินทางและกองคาราวานเพื่อเป็นจุดแวะพักตามเส้นทางการขนส่งสินค้า

DSC02494

DSC02528

Adalaj ถูกสร้างขึ้นในปี 1498 จากจารึกในภาษาสันสกฤตที่พบบนแผ่นหินอ่อนวางอยู่ในช่องบนชั้นหนึ่งการก่อสร้างเริ่มต้นโดย Rana Veer Singh ของราชวงศ์ Vaghela แต่เขาถูกฆ่าตายในสงคราม หลังจากนั้นกษัตริย์มุสลิมมาห์มุด เบดาดะของรัฐใกล้เคียง ก็เข้ามาสร้างต่อในรูปแบบสถาปัตยกรรมอินโด – อิสลามในปี ค.ศ. 1499

DSC02533

DSC02567

จบไปเรียบร้อย กับทริปผจญภัยในอารยธรรมโบราณ เมืองมรดกโลก Ahmedabad คุณค่าของการเดินทางที่เหล่านักเดินทางควรมาสัมผัสด้วยตาตนเองสักครั้ง รับรองว่าจะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ ทั้งผู้คนที่เป็นเอกลักษณ์ และสถาปัตยกรรมแกะสลักหินทรายสุดตระการตา ทั้งหมดคือความเป็นอินเดีย ประเทศที่บ้าระห่ำ วุ่นวาย แต่โคตรมีสเน่ห์ แน่นอนว่าคำนิยามนี้ไม่ได้มาจากผมเป็นคนแรก แต่ใครหลายคนต่างคิดเห็นแบบนั้น ถ้าอยากรู้ว่าทำไม กดจองตั๋ว แล้วออกไปลุยกันครับ

Varanasi 
India : เที่ยวพาราณสี อินเดีย สัมผัสพลังแห่งศรัทธา แสวงหาสัจธรรมให้ชีวิต

อินเดียไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เราขอนำเสนอความน่าสนใจในคัลเจอร์ความดิบของ ‘พาราณสี’ เฉดสีของอารยธรรม เมืองที่ไม่เคยร้างผู้คนมากว่า 4,000 ปี ไปถ่ายรูปคู่แบบชิค ๆ กับคนรู้ใจ เดินลัดเลาะตามตรอกออกตามซอย กินสตรีทฟู้ดนานาชนิด นอนโฮสเทลสุดคูล เดินไม่ถึง 5 นาทีก็เห็นวิวแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ผู้หล่อเลี้ยงชีวิตและศรัทธาของชาวฮินดู

DSC09386

P1170178

DSC08609

ทริปนี้เราเลือกบินตรงกับไทยสมายล์ บินไฟลท์บ่าย ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องอดนอนบนเครื่อง ไปถึงเย็นเรียกรถไปที่พักได้เลย ที่สำคัญคือ Full Service ราคารวมทุกอย่าง สามารถเลือกที่นั่งได้ เบาะที่นั่งกว้าง นั่งสบาย ไม่อึดอัด น้ำหนักกระเป๋าก็ฟรี 30 Kg เอาใจขาช้อปสุด ๆ รวมทั้งอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่มต่าง ๆ พร้อมทั้งการบริการอันแสนประทับใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสของพนักงานตลอดการเดินทาง

อ่อ อย่าลืมทำวีซ่าก่อนมาล่วงหน้าด้วยนะ ตอนนี้เขาลดราคาแล้วด้วยถูกมาก ๆ เริ่มต้นแค่ 760 บาทเอง
เข้าไปขอแบบออนไลน์ง่ายมาก ๆ แค่ 2 วันก็ได้แล้ว เข้าเว็บนี้ได้เลย >> https://indianvisaonline.gov.in/visa/index.html

DSC08619

เรามาถึงสนามบินแห่งพาราณสีราวเกือบ 5 โมงเย็น พลันเรียกแท็กซี่ตรงดิ่งไปในเมือง เพื่อเตรียมไปเก็บของเข้าที่พักของเรา เป็นโฮสเทลที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า เดินลัดเลาะจากถนนใหญ่เข้าไปแค่ 500 เมตร
Wander Station โรงแรมและโฮสเทลที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดในย่านนี้ ที่เราเลือกเพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว สามารถเดินลงไปชมวิวแม่น้ำคงคาได้เลย ที่สำคัญยังรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร สตรีทฟู้ดข้างทาง และตลาดเสื้อผ้าเครื่องประดับ และแน่นอนว่าจะต้องแลกมากับความหนาแน่นของประชากรแขก

DSC08677

DSC08679

DSC08857

ถึงแล้ว ที่พักของเรา ข้างนอกกับข้างในต่างกันเหมือนหนังคนละม้วน

DSC00464

เป็นโฮสเทลยอดนิยมของเหล่านักเดินทางทั่วโลก

DSC00458
มากัน 4 คน เหมาห้อง 4 เตียง สบายใจ

DSC08720

ท่ามกลางความจอแจและวุ่นวายของการจราจรและผู้คน ดินแดนแห่งนี้กลับมีสเน่ห์อย่างบอกไม่ถูก สายตานับรอยนับพัน หน้าตาถมึงทึงที่จ้องมอง หากเราเข้าใจนี่คือเรื่องปกติ เพราะการแต่งตัว รูปลักษณ์ภายนอกของเราแตกต่างจากเค้า คนอินเดียมีพื้นฐานขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิม ในอีกด้านที่เราสัมผัสคือความเฟรนด์ลี่คุยเก่ง ชอบมาขอถ่ายรูปเซลฟี่ราวกับเราคือเซเล็ปคนดัง

DSC08687

DSC08693

ภารกิจแรกคือการออกไปตระเวนหาของกินข้างทางแล้วนั่งล้ามล้อ (Auto Rickshaw) เที่ยวรอบ ๆ เมือง

DSC08715

รถสามล้อมาดร็อปเราที่ Assi Ghat ท่าน้ำสุดสายแม่น้ำคงคา ซึ่งตลอดสายจะมีท่าน้ำแบบนี้อยู่มากมาย
โดยคำว่า Ghat แปลว่าท่าน้ำนั่นเอง เราจึงเริ่มการเดินเลาะริมแม่น้ำไปเรื่อย ๆ เราก็จะเจอความเรียลที่น่าค้นหา แวะเที่ยววัดเนปาล วัดฮินดู ป้อมปราการ กำแพงเมือง ฯลฯ หรือจะลองนั่งริกชอว์ (รถตุ๊กตุ๊ก) ซอกแซกไปตามถนนอันแสนหฤหรรษ์อีกสักรอบสองรอบ ก็ได้ฟีลเพลิดเพลินตื่นเต้นไปอีกแบบ

DSC08752

DSC08779
วิถีชน คนคงคา

DSC08780

DSC08801

                                                 ยิ่งเดินก็ยิ่งเจอมุมถ่ายรูปดี ๆ เพียบเลย

DSC08832

หลังจากนั้นก็มุดตามตรอก ออกตามซอย เดินชมวิถีชีวิต อาคารบ้านเรือน ตามองตาจ้องกัน สัมผัสรอยยิ้มความแปลกที่มีเอกลักษณ์และสีสันแห่งพาราณสี

เดินกันจนถึงเย็นค่ำ ก็ไปหาสตรีทฟู้ดกินและเดินช้อปปิ้งต่อราคาเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับต่าง ๆ ก็บันเทิงมิใช่น้อย มีแต่ของสวย ๆ งาม ๆ สายช้อปบอกเลยว่าเพลินมาก

DSC08883

DSC08885

DSC09558

ร้านนี้ถือเป็นอีกร้านโปรดที่ขายอาหาร Traditional แบบ Vegan (มังสวิรัติ) โดยจะเน้นไปที่ Dosa แป้งเหมือนขนมเบื้องญวน เอาไปทอดแล้วใส่ไส้ต่าง ๆ ที่อยากแนะนำคือไส้ช็อคโกบานาน่า รวมทั้งมีหมี่ผัดข้าวผัด และพิซซ่า ที่มีรสชาติเข้มข้นถูกปากคนไทยอย่างเรามาก

พอกินอิ่ม ช่วงหัวค่ำก็เดินออกไปชมพิธีบูชาไฟ อันเต็มไปด้วยความเข้มขลัง ที่ Dashashwamedh Ghat พิธีกรรมที่จัดขึ้นทุกค่ำคืน อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คนนับร้อยพัน

DSC08923

พิธีกรรมอารตี หรือบูชาไฟ มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า “Aratrika” หมายถึง แสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด ตามตำนานฮินดูกล่าวว่า เทพเจ้าจะรับรู้ถึงการบูชาจากการใช้แสงสว่าง ดังนั้น ผู้ทำพิธีจึงต้องโบกสะบัดตะเกียงเปล่งแสงหน้าเทวรูปหรือบุคคลที่เคารพบูชา โดยจะเวียนตะเกียงสามครั้งในทิศตามเข็มนาฬิกาขณะที่ท่องบทสวดไปด้วย เพื่อให้องค์เทพประทานความสุขและความโชคดีแก่ชีวิต

พอเสร็จพิธี เหล่าประชาชีก็นำกระทงเล็ก ๆ ที่จุดเทียนและโรยด้วยกลีบดอกไม้ กล่าวอธิษฐานแล้วลงลงสู่แม่น้ำคงคาเพื่อความเป็นศิริมงคลกับชีวิต เราจึงขอมีส่วนร่วมซะหน่อย นอกจากพิธีแล้ว เรายังจะได้เห็นเหล่าโยคีและฤๅษีน้อย แต่งตัวมาร่วมงานกันคับคั่ง

DSC08999

DSC09009

DSC09011

เป็นครั้งแรกของเราที่ได้เห็นพิธีกรรมต้นตำรับแบบนี้ รู้สึกถึงความขลังและพลังศรัทธาอันแรงกล้าของคนที่นี่ กาลเวลาไม่สามารถพรากสิ่งเหล่านี้ไปได้จริง ๆ

DSC09158
เช้าวันต่อมา ไฮไลท์สำคัญในทริปก็มาถึง คือการล่องเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นที่แม่น้ำคงคา ชมวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานานนับพันปี ทั้งการลงมาอาบน้ำ ซักผ้า อันเป็นกิจวัตร ชมฝูงนกนับร้อยนับพัน ตลอดจนพบสัจธรรมสุดท้ายของชีวิตกับพิธีกรรมเผาศพริมแม่น้ำอันลือเลื่อง

DSC09146

แต่ก่อนอื่นเราต้องซื้อ Local Tour จากที่พักเสียก่อน ราคาอาจจะสูงกว่าการไปหาเอาตามท่าน้ำ แต่มีความอุ่นใจ ไม่ต้องไปเหนื่อยต่อปากต่อคำแย่งชิงลูกค้ากันข้างล่าง แล้วพนักงานโรงแรมก็เป็นคนขับเรือเองด้วย ที่แรกเขาเลยพาเราไปชมพิธีบูชาไฟตอนเช้าที่ Assi Ghat ก่อนรุ่งสาง ก็จะคล้าย ๆ พิธีกรรมเมื่อคืน แตกต่างแค่ชุดที่ดูเนี้ยบทางการกว่า และเพื่อต้อนรับแสงแรกเพื่อความรุ่งโรจน์ตลอดวัน

DSC09075

DSC09086

อีกสิ่งที่ชอบมากคือ ไจ๋ (Chai) ชานมร้อน ๆ ที่เป็นเครื่องดื่มประจำวัฒนธรรมของอินเดีย รสชาติเข้มข้น
มีเอกลักษณ์ตรงที่เขาใช้ถ้วยดินเผาเป็นภาชนะ และใส่ขิงลงไปเพื่อความหอมและชุ่มคอนั่นเอง

DSC09122

ชมพิธีกรรมเสร็จ เราก็ขึ้นเรือไปชมความงดงามของสองฝั่งคงคากันต่อ

DSC09162

เขาบอกว่าถ้ายังไม่มาแม่น้ำคงคา ถือว่ายังมาไม่ถึงอินเดีย ผมเองก็เห็นเช่นนั้น เห็นสายตาแห่งความศรัทธา ความหวัง ความเป็นอยู่ที่เราคิดว่าเขาทุกข์ยาก แท้จริงพวกเขาอาจจะมีความสุขอยู่ก็ได้ ได้เห็นสัจธรรมความงดงามของการเป็นมนุษย์ ที่เขาว่าสกปรกความจริงก็ไม่หนีจากบ้านเราเท่าไร ส่วนเรื่องกลิ่นนั้นไม่แย่อย่างที่จินตนาการไว้ กลางแม่น้ำคงคาดูสะอาดตามาก เคยอ่านเจอว่ามีนักวิจัยเอาน้ำที่นี่ไปศึกษา พบว่ามีสารหรือแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด ที่ทำให้น้ำนั้นมีการปรับมวลสมดุลให้สะอาดขึ้นได้ แม้จะมีศพวัวลอยมาบ้างก็ให้มองเป็นเรื่องปกติ สิ่งเดียวที่โฟกัสคือวิวสองข้างทางและมวลหมู่วิหคโบยบิน พร้อมให้เราได้ถ่ายรูปบนหัวเรือไว้เป็นความประทับใจ

DSC09280

DSC09425

DSC09420

DSC09468

และแล้วเรือก็พาเรามาถึงจุดสำคัญ จุดที่เป็นที่สุดท้ายในชีวิตของคนที่นี่ Manikarnika Ghat คือจุดเผาศพที่ไฟไม่เคยมอดดับมากว่า 4,000 ปี เพราะมีคนตายและนำมาเผาที่นี่ทุกวัน โดยญาติ ๆ จะนำศพลงมาจุ่มที่แม่น้ำแล้วเอาขึ้นไปเผาเป็นความเชื่อที่ว่าหลังความตายจะได้ใกล้ชิดพระเจ้าและขึ้นสวรรค์ แต่มีข้อยกเว้นคือศพที่ตายทั้งกลม ศพที่โดนงูกัด จะไม่ได้รับการเผา แต่จะถูกจับถ่วงไว้ที่ก้นแม่น้ำนั่นเอง

 

DSC00070

DSC09494

การถ่ายรูปบริเวณพิธีเผาศพนั้น ทำได้ง่ายคือการถ่ายจากบนเรือเท่านั้น ไม่แนะนำให้เดินไปถึงข้างใน เพราะอาจจะถูกเรี่ยไรรีดไถให้ซื้อกองฟืนเพื่อบริจาค โดยเขาจะเข้ามารุมเราเลย ถ้าหลงเข้าไปแล้วอย่าคิดว่าจะได้ออกมาง่าย ๆ ทางที่ดีถ่ายจากบนเรือที่ดีสุดครับ ถือว่าเป็นการให้เกียรติคนตายและญาติด้วย

DSC09497

DSC09867

หลังจากนั้นก่อนขึ้นฝั่ง เราก็เก็บภาพรับลมไปเรื่อย ๆ

DSC09592

DSC09580

DSC09584

DSC00058

เราตัดสินใจขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำใกล้กับวัดเนปาล เพื่อที่จะเดินเที่ยวและกลับโรงแรมด้วยตัวเอง ได้ไปในที่ที่ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่รู้ว่าข้างหน้าต้องเจออะไร ได้ฝ่าฟันช่วยเหลือกัน 4 คน ก็สนุกดีเหมือนกันนะ

DSC09572

อีกจุดที่เราอยากลองมาคือ Nepal Temple โดยต้องขึ้นบันไดไป ผ่านมุมฮิป ๆ ก็อดจะถ่ายรูปเสียไม่ได้

DSC00113

DSC00126
Nepal Temple สีสันสดใสสะดุดตาเข้ากับชุดมาก

DSC00153

DSC00159

ถ่ายรูปเสร็จก็ได้เวลาหาของกิน โดยเราเลือกร้านขาย Paneer หรือแกงต่าง ๆ ใส่เครื่องเทศและวัตถุดิบแตกต่างกันไป แต่รสชาติถือว่าผ่านเลย กินคู่กับแป้งนานเข้ากันดี เสร็จแล้วก็เดินเล่นแวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณที่พัก

DSC00162

DSC09543

DSC09563

อีกสิ่งที่เราอยากทำมานาน แต่กล้า ๆ กลัว ๆ คือการตัดผมที่อินเดีย เพราะเคยเห็นตามคลิปตามรายการทีวีแล้วน่าสนใจ เพราะเขามีวิธีการที่ดุดันหนกหน่วง จริงจังในการตัดมาก เราจึงเลือกร้านที่ดูไม่เก่านัก เพื่อสุขภาพบนกบาล แล้วภารกิจก็เริ่มขึ้นที่ร้าน Bombay Hair Parlour

DSC00192

DSC00203
ไม่บอกก็รู้ว่าช่างเขาจริงจังแค่ไหน

ผลก็คือตัดออกมาได้น่าพอใจ ชี้ทรงไหนได้แบบนั้น แม้ว่าอุปกรณ์จะเก่า และมาตรฐานสุขอนามัยจะไม่ค่อยสะอาดนักก็ตาม เอาจริง ๆ คือตัดดีกว่าร้านแพง ๆ บางแห่งในเมืองไทยเสียอีก ต้องลองสักครั้งครับ

DSC09542

มื้อเย็นเราก็สามารถเสาะแสวงหาร้านที่มีเมนูเนื้อสัตว์เจอจนได้ เป็นร้านสีแดงโดดเด่น อยู่ในตรอกแถวที่พักนั่นแหละ มีทั้งอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ผสมผสานกับรสชาติแขกได้อย่างลงตัว ถือว่าหายอยาก หลังจากกินมังสวิรัติมาหลายมื้อ

DSC00241

พอตกค่ำก็ออกไปเดินเล่นที่ตลาด ถ่ายรูปริมแม่น้ำคงคาอีกครั้งเป็นการส่งท้าย เพราะนี่เป็นคืนสุดท้ายของทริปแล้ว

ร้านนี้เราชอบกันมาก Egg Roll อร่อยมาก ๆ หลายวันไม่ได้กินไข่ โหยหาไข่มาก ข้าวผัดก็อร่อยมากกก
เอาเข้าจริง ๆ อาหารที่พาราณสีไม่แย่เลย แม้จะมีตัวเลือกไม่มาก แต่รสชาติโอเค ถูกปากคนไทย

DSC00377
ส่วนตาลุงนี่ เราเจอแกทุกวัน ชอบตะโกนทักกลุ่มเราว่า ไอ เลิฟ ยู ไชน่า 555

ก่อนเดินกลับที่พัก เราเจอขบวนแห่งานแต่งงานด้วย เจ้าบ่าวขี่ม้าทรงเครื่องครบจัดเต็ม มีขบวนแห่ เสียงดนตรี ดอกไม้ไฟ บรรเลงกันกระหึ่ม ยิ่งใหญ่มาก มาอินเดียรอบนี้คือคุ้มมากจริง ๆ ครับ

DSC00454

เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนไปสนามบิน พวกเรามีภารกิจสุดท้าย ที่หากไม่ลองทำคงคาใจไปชั่วชีวิต นั่นก็คือ การลงไปอาบน้ำล้างตัวสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา

DSC00422

DSC00447

สิ่งที่ได้กลับมาคือการเอาชนะใจตัวเอง ลองพิสูจน์ในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า แล้วก็พบว่าบางจุดนั้นไม่สกปรกเลย ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าอะไรทั้งนั้น แถมน้ำยังดูสะอาดมากอย่างไม่น่าเชื่อ ชาวบ้านก็คอยช่วยแนะนำวิธีการต่าง ๆ รู้สึกประทับใจมาก นั่นอาจเป็นเพราะเราโยนความคาดหวังทิ้งไว้ตั้งแต่ที่บ้าน ก่อนมาภาพในหัวคือติดลบ พอมาเจอผู้คนน่ารัก คอยช่วยเหลือ ไม่โกง อาหารกินได้ ไม่เจอภาพอุจาดตามาก แม้ว่าจะเห็นขี้หรือศพบ้างแต่นั่นก็สัจธรรมไม่ได้หดหู่อะไรนัก ไม่มีกลิ่นเหม็น อาจเป็นเพราะเรามาหน้าหนาว แล้วก็บ้านเขาไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์ด้วย สิ่งที่เราเจอเลยดีเกินคาด ถ้าจะมีเหตุให้ต้องไปอีก เราก็จะไม่ปฏิเสธ

DSC00388

พาราณสี ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของโลก ที่นักเดินทางควรมาเปิดประสบการณ์ให้ตัวเองสักครั้ง เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของพลังศรัทธา ความเชื่ออันแข็งแกร่ง พิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และผู้คนที่น่ารักเป็นมิตร เปิดใจแล้วลองมาเที่ยวดู ดีกว่าที่คิด ประทับใจกว่าที่ตาเห็นแน่นอน

Leh Ladakh ผจญภัยสุดปลายฟ้า ใต้หล้าหิมาลัย

Cover FB1

ได้ยินได้เห็นผ่านหูผ่านตามา 2-3 ปีเห็นจะได้ กับดินแดนโร้ดทริปที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Leh Ladakh เขตปกครองพิเศษแห่งอินเดียเหนือ ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ สะพรั่งไปด้วยศาสนสถานฉบับพุทธทิเบต เทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ มีวิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามอลังการ นับเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักเดินทางสายลุยจากทั่วทุกมุมโลก

ก่อนจะเริ่มเล่า ผมขอเกริ่นด้วยการเดินทางก่อนสักนิดนึง การจะไปเที่ยวเลห์ ลาดักห์ นั้นไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย ต้องนั่งเครื่องไปลงที่เดลีก่อน แล้วถึงจะต่อไปเลห์ได้ โดยผมเลือกบินกับการบินไทย เพราะชอบเป็นการส่วนตัว อาหารอร่อย ที่นั่งสะดวกสบาย การบริการก็ดี Cabin Crew ยิ้มแย้มน่ารักเป็นกันเอง บินแล้วรู้สึกสบายต่างกันเห็น ๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

DSC05031

พอถึงเดลีในช่วงกลางดึกเกือบฟ้าสาง เราก็ทรานซิทเครื่องไปเมืองเลห์ด้วยสายการบิน Jet Airways ในเวลาเช้าตรู่ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เฉกเช่นกับผู้โดยสารอีกหลายคน ไม่มีเสียงพูดคุย จะได้ยินก็เพียงเสียงชัตเตอร์กล้องที่ถูกกดอย่างต่อเนื่อง ก็ตามที่เห็นนั่นแหละครับ

DSC05025

DSC05035

การมาเที่ยวที่นี่นั้นไม่ใช่ว่าสามารถเช่ารถแล้วขับไปไหนมาไหนเองได้นะ จะต้องมีการจองเอเยนต์ทัวร์ ที่ขายเป็นทริป โดยผมเลือกใช้ของบริษัท Exotique Repubic จองมาจากเมืองไทยเลย ดูแลและบริหารโดยคนไทย ซึ่งเขาจะประสานงานกับทางนี้ให้ทั้งหมด ทั้งเรื่องวีซ่า ไกด์ ที่พัก อาหารบางมื้อ รวมทั้งรถพร้อมคนขับด้วย เมื่อเดินทางมาถึงไกด์จะมารอเราที่สนามบินพร้อมเขียนป้ายชื่อต้อนรับเลย

Day 1

DSC05042

เราไปกันทั้งหมด 5 คน โดยแพ็จเกจที่คณะผมเลือกคือแบบ 8 วัน 7 คืน เรียกว่าจัดเต็มเที่ยวครบทุกรส แต่ก่อนที่จะเริ่มเที่ยวไกด์จะพาเราไปยังที่พักก่อน เพื่อพูดคุยถึงแพลนในทริปพร้อมให้เรานอนกลางวันพักผ่อนเพื่อปรับสภาพร่างกาย เพราะเนื่องจาก Leh เป็นเมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,XXX เมตร ++ อากาศก็เบาบางและแห้งกว่าประเทศไทยหลายเท่า หากไปถึงแล้วเที่ยวเลยโดยไม่นอนพักก่อน อาจเป็นอันตรายได้ บางกรณีถึงกับเสียชีวิตก็เคยมีมาแล้ว ข้อควรปฏิบัติเมื่อมาถึงคือการเคลื่อนไหวร่างกายช้า ๆ อย่าวิ่งหรือทำอะไรเร็ว ๆ และควรดื่มน้ำให้มาก ๆ

DSC05045

ที่พักของเราคือ Goji Villa ตั้งอยู่ห่างจาก Leh Market ไม่ถึง 1 กม. จะเป็นเกรดเกสเฮ้าส์ ห้องพักดี สะอาด แต่อาหารเช้าต้องทำใจเพราะไม่อร่อย ควรเตรียมเสบียงเสริมมาจากไทยให้พร้อม ไวไฟพอใช้ได้ แต่ไฟฟ้าในโซนนี้ก็พร้อมดับตลอดเวลาเช่นกัน เอาแน่เอานอนไม่ได้ โดยเราจะพักอยู่ที่นี่ถึง 5 คืน สัมภาระเอาออกมาเทได้ตามสะดวก

DSC05049

DSC05051

กลางคืนอากาศจะหนาวมาก ๆ น้ำอุ่นก็มาแบบไม่เต็มที่ ต้องอาศัยสกิลวิ่งผ่านน้ำทุกวัน ฮ่า

DSC05053
วิวจากดาดฟ้าที่พัก

DSC05056

DSC05063
เด็กน้อยท้องถิ่น

หลังจากที่ได้นอนกลางวัน 2-3 ชม. ตื่นมาช่วงบ่ายแก่ ๆ ก็ได้เวลาของโปรแกรมวันแรก เราจะไปเที่ยวกันชิลล์ ๆ ยังสถานที่ใกล้ ๆ 3 แห่งเพื่อให้ร่างกายได้แอคทีฟปรับตัวเข้ากับพื้นที่สูงได้มากขึ้น

DSC05074

แค่วิวระหว่างทางก็เล่นเอาอ้าปากค้างกันเป็นแถว

DSC05077

Shanti Stupa

DSC05093-2

 

เริ่มกันที่แรก Shanti Stupa หรือเจดีย์สันติภาพ เป็นเจดีย์สีขาวขนาดใหญ่ทรงระฆังคว่ำศิลปะแบบทิเบต มีฐานกลมวนรอบสองชั้น สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1985 โดย องค์กรพุทธศาสนาแห่งญี่ปุ่น (The Japanese of World Peace ) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนทั้งโลกร่วมมือร่วมกันใจกันสรรค์สร้างสันติภาพ และถือเป็นการ ฉลองวาระครบรอบ 2,500 ปี แห่งพระพุทธศาสนาอีกด้วย โดยองค์ดาไลลามะ ได้เสด็จมาเป็นประธานเปิดพระเจดีย์ด้วยพระองค์เอง เจดีย์แห่งสันติภาพถูกสร้างไว้ทั่วโลกในลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งในอินเดีย เนปาล ออสเตรเลีย อังกฤษ อิตาลี โปแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น โดยเจดีย์สันติภาพแห่งแรกตั้งอยู่ที่ เมืองฮิโรซิม่า และนางาซากิ เมืองที่ถูกทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

Shanti Stupa ตั้งอยู่บนเนินเขาเด่นสง่า ตรงลานเจดีย์นับเป็นจุดชมวิว 360 องศาที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองเลห์ และที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวเลห์อีกด้วย นับว่าเจดีย์สันติภาพคือหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของ การเรียกร้องสันติภาพให้แก่ชาวโลกเลยก็ว่าได้

DSC05079

DSC05108

DSC05096
วันนั้นเราโชคดีมากที่ได้เจอพระสงฆ์มาสวดมนต์อยู่หน้าเจดีย์

DSC05111

Leh Palace

จากนั้นเราเดินทางไปกันต่อที่ พระราชวังเลห์ หรือ Leh Palace ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก

DSC05114
วิวระหว่างทางยังคงสะกดเราอยู่เสมอ

DSC05133

Leh Palace เป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สําคัญของเขตลาดักห์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1630 โดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อเป็นที่ระลึกถึงกษัตริย์องค์ก่อนคือ Singge Namgyal และเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ แคว้นลาดัคห์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1630-1830 ก่อนที่จะย้ายพระราชฐานไปยัง Stock Palace ในภายหลัง

DSC05134

พระราชวังเลห์มีขนาดความสูง 9 ชั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างโดดเด่นที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากจตุรัส เมืองเลห์ กําแพงพระราชวังแข็งแรงด้วยโครงสร้างแบบหินที่ถูกฉาบด้วยทองแดงผสมทองคํา ภายในมีรูปปั้นพระศากยมุนีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นลาดักห์ จุดเด่นของพระราชวังเลห์คือวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในรูปแบบพาโนรามา ที่สามารถมองเห็นเมืองเลห์ได้จากที่สูงอันถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูงสวยงาม

DSC05184

DSC05146

DSC05161

DSC05180