Yangon : Boutique journey in Myanmar

เที่ยวย่างกุ้งแบบบูทีค สัมผัสอดีตเมืองหลวงของเมียนมาร์แบบทะลุปรุโปร่ง ตื่นตาตื่นใจไปกับมหาเจดีย์ชเวดากอง วัดวาต่าง ๆ เดินเล่นชมเมือง ซอกแซกในตลาด นั่งรถไฟแบบโลคอล ชิลล์กับคาเฟ่คูล ๆ และอรรถรสการเดินทางอีกมากมาย …

Yangon : Boutique journey in Myanmar

Cover Web

การเดินทางในครั้งนี้ผมไปกับสายการบิน Bangkok Airways บินแบบ Full Service ให้ฟีลลิ่งความบูทีคเต็มพิกัด ด้วยการไปนั่งทานของว่างที่ Boutique Lounge แห่งใหม่ ก่อนจะขึ้นเครื่องเดินทางไปยังเมืองย่างกุ้ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง! หลังจากนั้นก็ได้สิทธิ์รับกระเป๋าก่อนใคร ทำให้การท่องเที่ยวลื่นไหลยิ่งขึ้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

พอสองเท้าย่างก้าวสู่ย่างกุ้ง ท้องก็สะดุ้งด้วยความหิว จุดหมายแรกจึงเป็นเรื่องกิน กับการเปิดซิงอาหารพม่าครั้งแรกในชีวิตที่ร้าน Feel Restaurant จะบอกว่าเหมือนข้าวแกงบ้านเราเลย แต่ของเขาจะมันกว่า อาหารทุกอย่างมันหมด ใครไม่ชอบมัน ๆ นี่คงลำบากสักหน่อย แต่โดยรวมแล้วโอเค

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

พอกินอิ่ม เราก็มุ่งหน้าต่อไปยังเจดีย์โบตะทาวน์ สักการะเทพทันใจ ไฮไลท์ของนักเที่ยวสายบุญ ที่เชื่อกันว่ากราบขอพรอะไรแล้วเห็นผลเร็วทันใจ แต่ผมไม่ได้ขอนะ เพราะคนเยอะมากกกก

Bothatown Pagoda

MZT_5676

กำแพงสีทองแกะสลักภายในเจดีย์ ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ที่นี่โด่งดัง ความเรืองรองผ่องอร่ามแผ่กระจายอยู่รอบตัว เป็นความวิจิตรบรรงที่สะกดเราได้อยู่หมัด

MZT_5670

MZT_5712
เทพทันใจ

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังเจดีย์สุเล เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมกลางเมืองย่างกุ้ง สร้างในสมัยที่อังกฤษปกครองพม่า เจดีย์สุเลแห่งนี้นั้นเปรียบเหมือนหัวใจของย่างกุ้งเลยก็ว่าได้

Sule Pagoda

MZT_5739

MZT_5744

MZT_5726

สัมผัสในครึ่งวันแรกของย่างกุ้ง สร้างความประหลาดใจให้เราในระดับหนึ่ง เมืองนี้คึกคักมาก รถติดหนักกว่ากรุงเทพฯ หลาย ๆ ด้านมีความเจริญมากกว่าที่เราคิด และค่าครองชีพที่นี่สูงกว่าบ้านเรามาก แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคงแต่งองค์นุ่งโสร่งเคี้ยวหมากกันเต็มเมือง เป็นภาพความผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและความทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างน่าดูชม

MZT_5728

MZT_5730

วันนี้ทุกอย่างดำเนินไปค่อนข้างชิลล์ เสร็จการเที่ยวในช่วงบ่ายแก่ ๆ ใกล้พลบค่ำ เราก็ย่ำสู่ที่พัก Novotel Yangon Max โรงแรมในเครือ Accor Hotels ที่ทันสมัย สะดวกสบาย และสวยงาม

Novotel Yangon Max

MZT_6228

MZT_5762
Feel Welcome

MZT_5792

MZT_5819

เดินสำรวจรอบโรงแรมแบบพอสังเขป ก็ได้เวลาเข้าไปพักผ่อนในห้อง ที่ซ่อนความประทับใจด้วยเซ็ทขนมและการ์ดต้อนรับ ที่เขียนเป็นภาษาไทย สะกดผิดบ้างถูกบ้าง แต่เราว่ามันน่ารักดี โอ้ยยยดีจัง

MZT_5767

MZT_5776

ภายในห้องนั้นตกแบบเรียบง่ายแต่ดูหรู ใช้สีโทนสบายตา ส่วนที่นอนนั้นก็นุ่มมาก ๆ หมอนก็เยอะได้ใจ พอเราได้นอนแล้วแทบไม่อยากจะลุกไปไหนเลย เนี่ย พอเห็นรูปแล้วก็ง่วงทันที ฮ่าาาาาาา

MZT_5777

MZT_5784

ก่อนจะรับประทานมื้อค่ำ เราขึ้นไปจิบเครื่องดื่มที่ Rooftop Bar เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย และเก็บภาพไฟกลางคืนที่เห็นวิวของมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่เปิดไฟสว่างไสวไม่ไกลนัก

MZT_5820

MZT_5830

MZT_5838

MZT_5847
มหาเจดีย์ชเวดากองยามค่ำคืน

มื้อค่ำของเราเป็นภัตตาคารอาหารจีนในโรงแรม ซึ่งต้องบอกว่าสำหรับเราคืออร่อยทุกอย่างจริง ๆ ใครชอบติ่มซำนี่คือสวรรค์เลยล่ะ และพิเศษสุดตรงที่บางเมนู เชฟมาทำให้ชิมกันสด ๆ ได้อรรถรสมากกกกก

MZT_5865

วันที่สองเราจะออกนอกย่างกุ้งไปยังเมืองสิเรียม (45 กม.) เพื่อชมความสวยงามแปลกตาของเมืองที่เคยเป็นเมืองท่าของโปรตุเกสตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยเมืองสิเรียมตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้งเชื่อมต่อกับแม่น้ำอิระวดี

MZT_5894

แต่ไฮไลท์ของเราอยู่ที่การข้ามเรือไปเที่ยวชมเจดีย์เยเลพญา บนเกาะกลางน้ำอายุนับพันปี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง พร้อมถ่ายรูปบรรยากาศที่น่าสนใจรอบ ๆ ทั้งวิถีชีวิตผู้คนและความงดงามของเจดีย์

Yele Paya The floating temple

MZT_5901

MZT_5889

MZT_5909

MZT_5920

MZT_5945

การมาเที่ยวที่นี่มีสิ่งที่ควรระวังคือแก๊งเด็กขอเงิน ให้เดินหนี อย่าให้เด็ดขาด ส่วนมากจะมาดักรอที่ท่าเรือข้ามฟาก และมักจะแต่งตัวเป็นทีมฟุตบอล ไกด์เราบอกว่าอาร์เซน่อลจะมีเยอะสุด ตลกมากกกกก ฮ่า ๆ

MZT_5949

จากนั้นเรากลับเข้ามาที่ย่างกุ้งอีกครั้งเพื่อแวะสักการะพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี หรือพระนอนตาหวานที่คนไทยคงจะคุ้นหูคนเป็นอย่างดี ซึ่งองค์จริง ๆ นั้นงามและใหญ่แบบมากกกก ๆๆๆๆ

MZT_6421

MZT_6427

MZT_6437

เสร็จสิ้นจากสายบุญ เราก็ได้เวลามาเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองอย่างที่โปรดปราน โดยจะอยู่ในบริเวณตลาดสก๊อต แหล่งช้อปปิ้งสำคัญของเมืองย่างกุ้ง ที่มีคนพลุกพล่าน นักท่องเที่ยวเยอะมาก เราเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ พร้อมเสพบรรยากาศโลคอลสมใจ

MZT_5964

MZT_5966

MZT_5982

ข้างตลาดนั้นยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์คริสต์แห่งนึง ที่เราว่ามันสวยมาก ๆ เลยต้องแวะเข้าไปเก็บภาพซะหน่อย

MZT_5993

MZT_6022

 

ตะวันใกล้พบตกดิน นั่นเป็นสัญญาณบอกให้เราต้องรีบไปมหาเจดีย์ชเวดากอง เพื่อไปถ่ายแสงเย็นกระทบกับเจดีย์สีทอง ไฮไลท์เด็ดประจำทริป ต้องบอกเลยว่าพอได้ไปเห็นของจริงแล้วมันสวยและยิ่งใหญ่มากจริง ๆ

Shwedagon Pagoda

MZT_6082

MZT_6063

MZT_6113

เจดีย์ชเวดากอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่า มีอายุกว่า 2,500 ปี เป็นสถานที่อันเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของชาวย่างกุ้งและชาวพม่า มีลานอธิษฐานจุดที่บุเรงนองมาขอพรก่อนออกรบ รอบพระเจดีย์มีประดิษฐ์กรรมสวยงามจับใจ ภายในประดิษฐานเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น และเครื่องอัฏฐบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งสามพระองค์ บนยอดประดับด้วยเพชรขนาดใหญ่และอัญมณีต่าง ๆ จำนวนมาก

MZT_6162

MZT_6156

MZT_6173

เมื่อความมืดมาทดแทนความสว่าง แสงไฟค่อย ๆ เปิดทีละดวง มหาเจดีย์แสนยิ่งใหญ่สว่างไสวท่ามกลางความมืดมิด รายล้อมไปด้วยพลังศรัทธาของผู้คนที่แห่แหนมาจากทั่วสารทิศ เป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย

MZT_6186

MZT_6188

MZT_6192

MZT_6199

ก่อนจะกลับเข้าที่พัก เรามาปิดท้ายวันด้วยการรับประทานมื้อค่ำสุดพิเศษ ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสนามว่า Le Planteur ที่ทั้งบรรยากาศดีและอาหารก็รสชาติไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

MZT_6215

MZT_6218

MZT_6219

เช้าวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในทริป เราจะออกไปพบกับประสบการณ์แปลกใหม่กับการนั่งรถไฟรอบเมืองย่างกุ้ง เพื่อสัมผัสความเป็นท้องถิ่นให้ถึงราก พร้อมเดินลุยตลาดสด นี่แหละความบูทีคที่แท้ทรู

Yangon Railway Station

MZT_6241

MZT_6291

MZT_6295

MZT_6312

ทันทีที่ขึ้นรถไฟความตื่นเต้นก็ได้เริ่มต้นขึ้น เราเริ่มทักทายผูสัมผันธ์กับคนท้องถิ่น เพื่อที่จะได้ถ่ายรูปพวกเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นโมเม้นต์ที่เราชอบที่สุดในทริปนี้ กับการนั่งรถไฟไปสามสถานีในราคาเพียง 5 บาท คุณอ่านไม่ผิดครับ มันแค่ 5 บาทจริง ๆ แต่ประสบการณ์ที่เราพบมันเกินคำว่าคุ้มไปมากจริง ๆ

MZT_6308

MZT_6355

MZT_6330

MZT_6374

MZT_6378

ความสนุกยังคงปรากฏต่อเนื่องจากบนรถไฟมายังตลาดสด ที่ที่ทำให้เราเพลิดเพลินในการถ่ายรูปมาก ได้เจอความเป็นโลคอลแบบที่มันเป็นจริง ๆ ความสุขในการเดินทางมันง่ายแค่นี้เอง ไม่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย

MZT_6380

MZT_6386

MZT_6395

MZT_6409

ก่อนเราจะเดินทางไปสนามบินเพื่อกลับบ้าน เรามานั่งพักกินขนม ดื่มอะไรเย็น ๆ ที่คาเฟ่เก๋ ๆ ที่ถือว่าเป็นร้านดังแห่งเมืองย่างกุ้ง นามว่า Acacia Tea Saloon โดยพวกเราจัดหนักจัดเต็มทั้งเซ็ท Afternoon Tea รวมถึงเค้กและช็อกโกแลตหลากรสชาติ ก็มาทั้งทีต้องลองให้ครบ คิคิ

Acacia Tea Saloon

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เวลาแห่งความสุขสนุกในย่างกุ้งจำเป็นต้องหมดลงแล้ว การเดินทางมายังเมียนมาร์ครั้งแรกของเราถือว่าประทับใจเกินความคาดหมาย เมืองสวยคลาสสิก เจดีย์ยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนเป็นมิตร ประเทศนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่อีกมาก ถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาเที่ยวในเมืองอื่น ๆ แน่นอน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
Yangon International Airport

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ท้ายที่สุดเราต้องขอขอบคุณสายการบิน Bangkok Airways ผู้สนับสนุนการเดินทางและดูแลเราเป็นอย่างดีตลอดทริป เป็นประสบการณ์สุดบูทีคจริง ๆ รวมถึง Accor Hotels สำหรับที่พักแสนพิเศษอย่าง Novotel Yangon Max ตลอด 2 คืนทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้มาพักผ่อนโดยไร้ความกังวลใดใด

#NonstopJourney #BangkokAirways
#BoutiqueJourney #เที่ยวย่างกุ้งแบบบูทีค
#AccorHotels #AccorHotelsAPAC
#FeelWelcome #NikonPhotography

 

 

Buengkan : Tales from the Northeast

นั่งรถไฟไปหนองคาย เพื่อออกเดินทางพิชิตเป้าหมายหลัก จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย “บึงกาฬ” ดินแดนศิวิไลซ์ของธรรมชาติและวัฒนธรรม พบกับมุมถ่ายภาพระดับโลกที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ที่ไหน พร้อมเรื่องราวของมิตรภาพสุดประทับใจตลอดการเดินทาง

บึงกาฬ : เรื่องเล่าจากอีสาน ความหอมหวานของมิตรภาพ

Cover 2

เราเลือกเดินทางด้วยรถไฟสายอีสานมรรคา หัวลำโพง – หนองคาย เป็นขบวนใหม่ตู้นอนสะดวกสบาย เราเดินทางด้วยกันทั้งหมด 4 คน และมีสองคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที เราชอบนะที่จะได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ ในทุกการเดินทาง มันทำให้เราสนุกและแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา

ALP_9500

ออกเดินทางจากหัวลำโพงตอนกลางคืน ถึงตอนเช้าจะได้เที่ยวได้เลย

MZT_4379

การได้นั่งรถไฟเที่ยว อาจจะกินเวลานานหน่อย แต่มันเป็นยานพาหนะที่พิเศษ เราจะได้เห็นชีวิตผู้คนที่ต่างออกไป เราได้พูดคุยกันมากขึ้น มองจอสี่เหลี่ยมน้อยลง ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการเดินทาง มีเรื่องราวสนุก ๆ ที่อยากจะแชร์ถึงกัน นั่นทำให้เราทั้ง 4 คนสนิทกันได้รวดเร็วขึ้น

ไม่ช้า แสงแรกของวันใหม่ก็แย้มลอดหน้าต่าง เป็นสัญญาณที่เราต้องเตรียมตัวเก็บข้าวของ เพื่อเตรียมตัวลงสู่สถานีรถไฟหนองคาย โดยเราจะนั่งรถสกายแลปแวะกินข้าวแถวตลาด ก่อนจะขึ้นรถตู้ไปบึงกาฬ …

ALP_9548

เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นชีวิตอีกหลายมุม

MZT_4473

ทันทีที่เรามาถึงบึงกาฬ ก็มีเจ้าถิ่นมารับทันที เป็นรุ่นน้องสมัยมหาลัย เป็นคนบึงกาฬ ทริปนี้เขาจะเป็นคนพาเราทั้ง 4 ไปสัมผัสกับบึงกาฬอย่างเต็มอิ่ม มีเจ้าถิ่นพาเที่ยวแบบนี้ สนุกแน่นอน! โดยเริ่มจากสถานที่แรก …

สะดือแม่น้ำโขง แก่งอาฮง วัดอาฮงศิลาวาส

MZT_4426

 

แก่งอาฮง หรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส ห่างจากตัวจังหวัด 21 กิโลเมตร ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดโดยไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” มีความกว้างประมาณ 300 เมตร

MZT_4434

นอกจากเดินชมวัดและวิวแม่น้ำโขงที่เห็นไปยังฝั่งลาวแล้ว ที่วัดอาฮงฯ ยังมีสวนหินโบราณให้เราได้เดินถ่ายรูปเล่น สามารถปีนไปยืนในมุมเท่ ๆ ได้แต่ต้องระมัดระวังด้วยนะ และที่สำคัญห้ามขีดเขียนหินโดยเด็ดขาด

MZT_4445

MZT_4459

MZT_4528

MZT_4481

ALP_9636

วันนั้นทั้งวัดมีแค่กลุ่มเรากลุ่มเดียวที่เข้ามาเที่ยว พวกเราถ่ายรูปเล่น วิ่งขึ้นหินกันอย่างสนุกสนาน อารมณ์เดียวกับที่เล่นตอนเด็ก ๆ กับเพื่อน แต่พวกเราไม่ได้เสียงดังนะ ต้องบอกไว้ก่อน เพราะยังไงก็ยังเป็นเขตของวัด ต้องให้เกียรติสถานที่ด้วย แต่สิ่งที่เจ๋งไปกว่านั้นคือการได้ชมพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำโขง แสงวันนั้นสวยมากจริง ๆ ได้รูปสวย ๆ เยอะเลยล่ะ

MZT_4559

MZT_4543

 

MZT_4594

MZT_4574

MZT_4567

MZT_4588

เมื่อสัมผัสความงดงามของพระอาทิตย์ตกกันแล้ว ก็เริ่มหิว เจ้าถิ่นไม่รอช้ารีบพาเราเข้าเมืองไปถนนคนเดิน หาของอร่อยลงท้องซะหน่อย ถนนคนเดินที่นี่ของกินเยอะและคึกคักว่าที่เราคิดมาก เดินกินนู้นนี่ไปเพลิน ๆ ขาช้อปก็คงถูกใจแน่นอน

ถนนคนเดิน บึงกาฬ

MZT_4633

MZT_4635

MZT_4641

MZT_4637

MZT_4650
ข้าวจี่ย่าง ปกติเราไม่ชอบ แค่ที่นี่โดนมาก ม่วนคักกก

เราทั้ง 5 กลับมาพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวสำหรับโปรแกรมในวันต่อไป ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของเรา กับห้องเรียนธรรมชาติแสนยิ่งใหญ่ “ภูสิงห์” ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ 154 ป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์และป่าดงสีชมพู โดยมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง มีหินรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ “หินสามวาฬ” อันโด่งดัง

ภูสิงห์ หินสามวาฬ

MZT_4657

MZT_4681

DSCF1025

การมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่หินสามวาฬ คือ 1 ในดรีมลิสต์ของเราเลยนะ เพราะเป็นทิวทัศน์ที่สวยแปลกตา กับหินรูปร่างคล้ายหลังปลาวาฬ 3 ก้อน เปรียบเหมือนปลาวาฬ 3 ตัว ชาวบ้านเขาเรียกหินพ่อ หินแม่และหินลูก ชมวิวเบื้องหน้าเป็นทิวเขาไกลสุดสายตา เบื้องล่างเป็นต้นไม้ขึ้นหนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นป่ายาง มองไปทางไหนก็เขียวชื่นฉ่ำตาไปหมด

ALP_9783

MZT_4763

MZT_4808

MZT_4759

DSCF1021

MZT_4728

นอกจากหินสามวาฬแล้ว ที่ภูสิงห์ยังมีจุดท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง โดยเราตระเวนเที่ยวในโซนทิศใต้ หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็มุ่งต่อไปที่จุดชมวิวถ้ำฤาษี ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ชมวิวทิวทัศน์อีกมุมของภูสิงห์

DSCF1078

MZT_4848

MZT_4853

DSCF1064

MZT_4873
หินหัวช้างก็มีนะ

ถัดจากหินหัวช้าง เราก็มุ่งต่อไปกำแพงหินภูสิงห์ หรือชาวบ้านจะเรียกกันว่า “ประตูภูสิงห์” เป็นกำแพงหินขนาดใหญ่มีช่องผ่าตรงกลางคล้ายประตู เป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปสวยมาก

MZT_4919

MZT_4900

มีมุมเท่ ๆ ให้ปีนป่ายไปถ่ายรูปกันได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องรู้จักเซฟตัวเอง อันไหนไปไม่ได้อย่าฝืน เอาเท่าที่ปลอดภัย อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อให้ได้รูปสวย ควรสวมรองเท้าที่มีดอกยางและป้องกันการลื่น

MZT_4909

MZT_4929

MZT_4925

ถัดจากประตูภูสิงห์ไป ก็จะเป็น “ส้างร้อยบ่อ” มีลักษณะเป็นลานหินขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีหลุม มีบ่อเล็ก ๆ นับร้อยตามชื่อ คล้าย ๆ กับสามพันโบก เป็นจุดชมวิวและจุดถ่ายรูปอีกแห่งที่สวยแปลกตาน่ามาเห็นสักครั้ง

MZT_4939

MZT_4943

ก่อนลงจากภูสิงห์เราก็แวะลานธรรม ไหว้พระเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่

MZT_4959

สำหรับเพื่อน ๆ ถ้าอยากมาเที่ยวที่ภูสิงห์ เราแนะนำให้ขับรถมา ขับมาจอดที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ 154 ภูสิงห์  อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ แล้วไปลงชื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ โดยต้องให้รถโฟร์วีลของทางหน่วยพานำเที่ยวเท่านั้น เสียค่าบริการเพียงท่านละ 100 บาท

แผนที่ แสดงที่ตั้ง : GPS 18.253148, 103.812333

ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ที่ : 088-5362717
พักเรื่องธรรมชาติ ขอกลับเข้าเมืองมานั่งชิลล์ที่คาเฟ่คูล ๆ ลิ้มรสเครื่องดื่มเท่ ๆ ก่อนจะไปเที่ยวต่อ

ROO SEUK DEE Cafe & Studio

DSCF1107

รู้สึกดี เป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ตกแต่งประดับประดาด้วยกล้องฟิล์มและเครื่องใช้เก่า ๆ เนื่องจากเจ้าของร้านนั้นเคยเป็นช่างภาพและห้องติดกันก็คือสตูดิโอถ่ายภาพที่เจ้าตัวนั้นเปิดมาก่อนนั่นเอง

DSCF1112

DSCF1124

DSCF1120
เมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ “ชาไทยโกโก้” รสชาติเข้มถึงใจ ไม่ธรรมดา

DSCF1113

และก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายของเราในช่วงเย็น นั่นก็คือการไปชมพระอาทิตย์ตกที่วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือวัดภูทอก จุดเด่นของวัดภูทอกก็คือสะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้าง บันไดเวียนไปมารอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น โดยเราต้องเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้น 3 จากนั้นจะเป็นทางเดินวนค่อย ๆ ขึ้นไป …

วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก)

MZT_5005

MZT_4969

MZT_4964

ALP_0019

MZT_4973

MZT_5027

ไฮไลท์สำคัญของวัดภูทอกคือพุทธวิหารที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะเป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่แต่ไม่ตกลงมา คล้ายกับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า มีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร เป็นที่ทำสมาธิและปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา

MZT_5017

MZT_4989

MZT_5044

เราเดินวนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อหามุมถ่ายพระอาทิตย์ดวงกลมโต พร้อมกับความคิดที่ผุดขึ้นว่า ต้องใช้ความศรัทธามากแค่ไหน กว่าจะสร้างสถานที่แห่งนี้ได้ ทั้งบันไดไม้และทางเดิน ต่างใช้ฝีมือคนทั้งนั้น เพราะบางช่วงก็แอบหวาดเสียวอยู่บ้าง อีกทั้งพุทธวิหาร การที่จะขึ้นมาปฏิบัติธรรมบนนี้ได้นั้น จิตใจต้องแน่วแน่มาก ๆ เพราะทั้งเงียบและสงบมากจริง ๆ แต่ถ้าหากต้องแลกด้วยการมองเห็นวิวสวย ๆ แบบนี้มันก็คุ้มค่าแหละเนอะ

MZT_5030

MZT_5052

แสงสุดท้ายค่อย ๆ ลาลับไป พร้อมกับสองเท้าของเรา ที่ค่อย ๆ ก้าวลงบันได ได้ยินแต่เสียงลม ทั้งลมหายใจที่เหนื่อยหอบ และสายลมที่พัดผ่านซอกหิน เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่พระสงฆ์ถึงได้นึกสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมา การมาวัดภูทอกในครั้งนี้เราได้รับความนิ่ง สติ และสมาธิกลับไปนอนกอดเป็นของฝาก เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ที่ได้เที่ยว ซึมซับเรื่องราวต่าง ๆ กับคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน แล้วมิตรภาพก็ค่อย ๆ เบ่งบานอยู่ในใจ

ALP_9999

ก่อนเราจะกลับ รุ่นน้องเจ้าถิ่นได้บอกกับเราว่า “หน้าฝนมากันใหม่นะพี่ เดี๋ยวจะพาไปน้ำตกถ้ำพระ บอกเลยว่าโคตรสวย” เรา 4 คนรีบตอบตกลงอย่างไม่ต้องคิด แล้วพบกันใหม่เมื่อฝนโปรยปราย … “บึงกาฬ”

ชมทีเซอร์ Video

 

FUKUSHIMA : My best memories in Japan

ญี่ปุ่น จุดหมายในดวงใจของใครหลายคน ที่บอกอย่างนั้นนั่นเป็นเพราะความน่ารัก ช่างเอาใจใส่ของประเทศเขา รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามองข้าม แต่ญี่ปุ่นเขานำมาพัฒนาต่อได้อย่างคาดไม่ถึง ถ้าจะให้ยกตัวอย่างเราก็คงอธิบายไม่ถูก ใครเคยไปก็คงจะคิดเหมือนผมแน่ ๆ ส่วนคนที่ไม่เคยก็ต้องมาพิสูจน์กันเอง แต่รับรองเลยว่า จะต้องหลงรักเหมือนที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

FUKUSHIMA : My best memories in Japan

Fukushima เป็นญี่ปุ่นครั้งที่ 3 ของผม ก่อนหน้านี้ก็มีไป Chiba / Tokyo แล้วก็ Osaka / Kobe ซึ่งมีคนจัดการโปรแกรมการเดินทางให้ทั้งหมด แต่ Fukushima (ฟุคุชิมะ) เป็นทริปแรกที่ผมต้องวางแผนและเดินทางด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ซึ่งมันก็ไม่ยากแล้วก็ไม่ง่ายในคราวเดียว ทริปนี้จึงถือเป็นใบเบิกทางในการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสุด ๆ

P1160519

ฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมไป เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดเมื่อหมายปีก่อน คนก็เลยไม่กล้าไปเที่ยว เพราะกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ แต่ตอนนี้ฟุคุชิมะกลับฟื้นจากสภาพนั้นแล้ว ทุกอย่างเป็นปกติ ปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกด้าน ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนน่ารัก อาหารอร่อย และระบบขนส่งที่แสนสะดวกสบาย แม้จะเป็นเมืองย่อย ๆ ตามชนบทก็ตาม

P1160545

ก่อนออกเดินทางผมกังวลมากว่าจะรอดมั้ย เพราะคนญี่ปุ่นแทบจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษเลย แต่มันก็ไม่ยากอย่างที่คิด ที่รอดมาได้เพราะ http://www.hyperdia.com เว็บไซต์ที่เอาไว้ดูตารางเดินรถไฟทั่วญี่ปุ่น คือมันฉลาดและแม่นยำมาก เราแค่ Search ต้นทางกับปลายทางที่เราจะไป ระบุวันที่พร้อมเวลาตั้งต้น เท่านี้ระบบก็จะคำนวนให้ เช่นเราระบุว่า 4 โมงเย็น มันก็จะขึ้นมาเลยว่า ตั้งแต่ 4 โมงเย็นมีรถไฟรอบไหนบ้าง เราแค่ต้องจำเวลารถไฟออกให้ได้ ไม่ยากเลยจริง ๆ ดูภาพประกอบตามได้เลย

Screen Shot 2561-01-21 at 15.14.50

Screen Shot 2561-01-21 at 15.14.31

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางรถไฟชินกันเซน รถไฟระหว่างเมืองอื่น ๆ หรือรถไฟในเขตชนบท ก็สามารถเช็คได้ทั้งหมด ตรงเวลา แม่นยำมาก ถ้าเพื่อน ๆ งง เวลาอยู่ที่สถานีว่าเราต้องไปขึ้นขบวนรถที่ชานชาลาไหน ให้ดูที่เวลารถออกเป็นหลัก ทุกสถานีจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ตัวเลขจะตรงกับเว็บที่เราเช็ค เดินตามตัวเลขนั้นไป ยังไงก็ขึ้นไม่ผิดขบวน

แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น เราจะต้องซื้อ Pass ก่อน เนื่องจากเราไปหลายวัน การจะขึ้นรถไฟเป็นเที่ยว ๆ จะแพงมาก โดยเฉพาะชินกันเซน การซื้อตั๋วเป็นพาสจะคุ้มกว่ามาก โดยที่ฟุคุชิมะ เราต้องซื้อเป็น JR East Pass (Tohoku Area) ใช้ได้ 5 วัน ถ้าเราไปมากกว่านั้น ก็เป็นเรื่องของการวางแผนของแต่ละคนว่าจะใช้สอยพาสอย่างไรให้คุ้มเวลามากที่สุด ซึ่งเราสามารถซื้อจากเมืองไทยได้เลย แต่ตัวผมซื้อที่สถานีรถไฟสนามบินนาริตะ ดูป้ายสีแดงไว้ให้ดี อย่าไปซื้อฝั่ง West ล่ะ

P1160522

P1160541

เมื่อซื้อพาสเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกเดินทาง โดยเราต้องขึ้นขบวนที่ชื่อว่า NEX วิ่งจากสนามบินนาริตะไปยังสถานี Ueno Tokyo เพื่อจะต่อรถไฟหัวกระสุนชินกันเซนไปยังเมือง Fukushima จุดหมายหลักของเรา

P1160524
มีพาสแล้วเข้าช่องพิเศษได้เลย

P1160542

P1160528

MZT_1429

ต้องบอกก่อนว่าที่จังหวัดฟุคุชิมะ จะมีเมืองย่อย ๆ เยอะมาก หนึ่งในนั้นก็คือฟุคุชิมะ ที่ชื่อเหมือนจังหวัดนั่นแหละ เปรียบเหมือนจุดศูนย์กลางหลักของจังหวัด โดยในวันแรกเมื่อเรามาถึงอากาศก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไร เราจึงยังไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ใช้เวลาไปกับการวางแผนการเดินทางที่โรงแรมแทน มาเที่ยวญี่ปุ่นเนี่ยวางแผลนมาคร่าว ๆ พอ แล้วค่อยมาจัดการที่หน้างานอีกที เพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องเวลา การวางแผนทริปแบบวันต่อวันจึงเป็นเรื่องปกติมาก ๆ

P1160569

ออกจากสถานีก็เจอโรงแรมที่เราพักทันที APA Hotel เหตุผลที่เลือกเพราะอยู่ติดสถานี ไม่ต้องเดินไกล และอยู่ใกล้กับสถานีรถบัสที่จะพาเราไปจุดหมายแรกของเราในวันรุ่งขึ้น นั่นก็คือ Mount Azuma นั่นเอง …

บอกเกร็ดข้อมูลกันไปเยอะแล้ว ทีนี้เราจะพาไปเที่ยวแบบ Nonstop ละนะ เริ่ม …

Mount Azuma

P1160593

เข้าวันที่สอง อากาศก็ไม่มีทีท่าจะปราณีเราแม้แต่น้อย ฝนห่าใหญ่ยังคงเล่นงานเราอย่างหนัก แต่ยังไงทริปที่วางไว้ยังต้องดำเนินต่อ เราออกจากที่พักเดินทะลุสถานีมาอีกฝั่งเผื่อจะขึ้นบัสไป Mount Azuma รอบเวลา 10 โมง 50 เรื่องเวลาผมไม่ค่อยชัวร์เท่าไร ทางที่ดีควรมาก่อน 10 โมงครึ่ง โดยตั๋วไปราคา 1,810 เยน ตั๋วกลับ 1,330 เยน แนะนำให้ซื้อพร้อมกันที่จุดซื้อตั๋วบริเวณป้ายเลย

P1160599
จุดขึ้นรถ ชานชาลาที่ 11

P1160667

P1160654

P1160672

แม้ฝนจะตก แต่เรื่องราวของสองข้างทางระหว่างที่รถเคลื่อนผ่าน มันช่างสะกดใจซะเหลือเกิน ความชื้นแฉะของสายฝน นั้นช่วยขลับให้ต้นไม้ใบหญ้ามีความเข้มข้นของสี สายหมอกที่คละคลุ้งไปตามซอกเขา เป็นภาพที่เราไม่อาจละสายตาได้เลยจริง ๆ

P1160686

ไม่เกินสองชั่วโมง รถก็มาจอดที่จุดหมาย เราเข้าไปหลบฝนกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่พร้อมต้อนรับเราด้วยอาหารต่าง ๆ สามารถกดที่ตู้ซื้อได้ตามใจชอบ หรือจะช้อปของฝากกลับไปก็ได้

MZT_1493

รอแล้วรอเล่า เห็นที่พายุฝนคงจะไม่หยุดง่าย ๆ เราตัดสินใจเดินกางร่มออกไปลุยซะเลย การเดินขึ้นไปยัง Mount Azuma อดีตภูเขาไฟนั้น ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะทางอุทยานเขาทำบันไดขั้นใหญ่ให้เดินง่าย ขั้นไม่ชั้น สลับฟันปลาไต่ระดับขึ้นไป แต่พอผมไปถึงกลางทางก็สู้แรงลมไม่ไหว ตัวแทบจะปลิว ทำให้ต้องถอยทัพออกมา นี่คงไม่ใช่วันของเราจริง ๆ ซินะ ผมได้แต่เดินคอตก กลับไปถ่ายรูปเหงา ๆ ที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกฟากนึงแทน ไว้จะกลับไปแก้มือใหม่นะ รอก่อน

P1160698

P1160739

P1160741

P1160766

P1160754

เป็นวันหม่น ๆ แต่ไม่หมอง เพราะเรามีโอกาสได้เห็นธรรมชาติอีกโทนนึงที่แตกต่างออกไป ไดขึ้นรถบัสเที่ยวแบบจริงจังครั้งแรก เป็นความประทับใจที่ได้เห็นวิวสองข้างทางสวยแปลกตา ให้อารมณ์ดำมืด ได้ฟีลไปอีกแบบ เป็นจุดหมายที่เราไม่อยากให้พลาด ลองนึกภาพตามว่าในวันที่อากาศเป็นใจ อดีตภูเขาไฟลูกนี้จะสวยงามอลังการแค่ไหน …

P1160781

P1160797

P1160799

หลังจากเราลงมาถึงเมือง Fukushima เรียบร้อย ก็รีบเร่งไปเอากระเป๋าที่โรงแรมเพื่อจะขึ้นรถไฟต่อไปยัง Aizu-Wakamatsu เมืองที่เราใช้เป็นจุดพักหลักในทริปนี้ และจะนอนที่นั่นทั้งหมด 4 คืนต่อจากนี้ โดยเราต้องไปลงที่สถานี Koriyama เพื่อเปลี่ยนสายซะก่อน เรื่องเวลารถไฟก็นำขั้นตอนที่ผมเขียนในตอนต้นไปปรับใช้ได้เลย

MZT_1432

P1160819

กว่าจะมาถึง Aizu-Wakamatsu ก็เล่นเอาค่ำมืด เรากินข้าวกันง่าย ๆ ที่สถานีรถไฟแล้วเข้าที่พัก Washington Hotel พร้อมที่จะเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น …

P1160829

เราใช้เมืองนี้เป็นจุด Base Camp แล้วเที่ยวเป็นใยแมงมุมแบบไปเช้าเย็นกลับ โปรแกรมวันนี้เราจัดแบบสบาย ๆ แค่ 2 ที่เท่านั้น นั่นก็คือหมู่บ้านโบราณ Ouichi-Juku และ Tono Hetsuri อุทยานทางธรรมชาติที่สวยงาม โดยทั้งสองแห่งยังเป็นจุดถ่ายภาพใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมด้วยนะ

P1160822

การนั่งรถไฟของเราในวันนี้เป็นขบวนท้องถิ่น Aizu Line มีสกรีนลายการ์ตูนน่ารัก ๆ ด้วย พร้อมที่จะพาเราไปยังจุดหมายแรกคือสถานี Yunokami Onsen station สถานีรถไฟสุดคลาสสิกที่มีบริการออนเซ็น และเราก็จะต้องขึ้นรถบัสที่สถานีนี้เพื่อมุ่งหน้าขึ้นไปยังหมู่บ้านโบราณ Ouichi-Juku นั่นเอง

P1170017

MZT_1508

พอถึงสถานีแล้วเดินทะลุออกมา เดินไปทางซ้ายมองหารถบัสสีเขียว เพื่อที่จะขึ้นไปยังหมู่บ้าน

P1170043

P1170215
ความน่ารักของการซื้อตั๋วคือแถม Card มาเป็นที่ระลึก

Ouichi-Juku

P1170106

P1170108

ลงรถบัสเสร็จ เราไม่รอช้าเดินเข้าไปในหมู่บ้านทันที ทันใดฟ้าก็เริ่มเปิด แสงแดดเริ่มสาดลงบนเชิงเขา ฉาบต้นไม้ให้ดูสดใส ตอนนั้นผมขอทิ้งหมู่บ้านไปก่อน วิ่งทะลุไปอีกฝั่งนึง ซึ่งเป็นทุ่งกว้าง เห็นทิวทัศน์เป็นภูเขาและใบไม้เปลี่ยนสีละลานตา วินาทีนั้นผมถ่ายรูปแบบกดไม่ยั้ง คือมันโคตรสวยเลยยยยย

P1170049

P1170087

P1170077

หลังจากถ่ายรูปจนแสงแดดจางหายไป เราก็เดินกลับเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม นั่งจิบชา เดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เป็นช่วงเวลาที่เพลินมากกกกกกก

P1170100

P1170127

P1170119

P1170151

แต่ที่พลาดไม่ได้คือการขึ้นไปถ่ายจุดชมวิวมุมสูง จะเห็นทั้งหมู่บ้านเลย เดินไปนิดเดียวก็ถึง แต่กว่าเราจะขึ้นไปถ่ายก็แวะตลอดทางเลย เพราะมีมุมเด็ด ๆ ให้เก็บภาพเยอะจริง ๆ

P1170168

P1170179

P1170229

จากนั้นก็ได้เวลานั่งรถบัสกลับลงมายังสถานี เพื่อที่จะไป Tono Hetsuri จุดหมายต่อไปที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 7 นาทีเท่านั้น

MZT_1531

MZT_1545
แค่วิวระหว่างทางยังฟินขนาดนี้

Tono Hetsuri

P1170328

เมื่อขบวนรถจอดเทียบท่า ฝนก็เริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง อากาศช่วงนี้ช่างแปรปรวนเหลือเกิน แต่ยังไงเราก็ต้องเข้าไป เพราะ Tono Hetsuri เป็นอุทยานหิน ที่มีผาหินอายุนับล้านปีตั้งตระหง่าน แซมด้วยใบไม้หลากสีสัน พร้อมสายน้ำที่ไหลอยู่รอบด้าน ถ้าฝนไม่ตกลองนึกภาพดูว่ามันจะสวยขนาดไหน

P1170298

P1170256

 

P1170286

ช่วงเวลาที่เราอยู่ที่นี่ราวสองชั่วโมง หมดไปกับการหลบฝน ได้ออกไปถ่ายจริง ๆ เพียงไม่กี่นาที เสียดายที่โชคไม่เข้าข้างเราเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เป็นไร จุดหมายในวันต่อ ๆ ไป มีให้เราได้แก้ตัวแน่นอน

P1170307

P1170313

P1170320

วันนี้ได้ออกมาผจญภัยเต็ม ๆ ครั้งแรก ก็สนุกดีเหมือนกันนะ ขอกลับเมือง Aizu-Wakamatsu ไปพักก่อน
พรุ่งนี้ค่อยมาลุยกันใหม่

P1170358

วันต่อมาเราตื่นแต่เช้าเพื่อจะขึ้นรถไฟไปยังสถานี Inawashiro จุดขึ้นรถบัสในการเดินทางไปยังทะเลสาบห้าสีในตำนาน Goshiki numa pond สถานที่ต้องห้ามพลาดอีกแห่งหนึ่งของ FUKUSHIMA

P1170376

P1170379

P1170381
Aizu Wakamatsu Station

P1170393

Goshikinuma Pond

เมื่อมาถึงสถานี Inawashiro เราก็พยายามมองหาข้อมูลการท่องเที่ยว มีเยอะแยะเลยแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด 55555 ก็อาศัยพูดชื่อสถานที่ที่เราจะไปและใช้ภาษากายในการสื่อสารกับคนที่นั่น ไม่ยากครับ

P1170401
Inawashiro Station
P1170404
สำหรับคนที่ลากกระเป๋ามา สามารถฝากที่สถานีได้นะ
P1170617
เดินออกมานอกสถานี เพื่อรอขึ้นบัสที่เขียนว่า BANDAI TOTO BUS

P1170409

หลังจากฝนตกอีกแล้วในช่วงที่เรานั่งรถไฟมา แต่พอมาถึงทางเข้าทะเลสาบ 5 สี ฟ้าก็เริ่มสงบลง ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาบ้าง เราเดินทอดน่องอย่างสบายใจผ่านหมู่แมกไม้สองข้างทางที่ใบเริ่มร่วงหล่นเกือบหมดแล้ว
เดินเพียง 5 นาที เราก็มาถึงจุดชม Goshikinuma Pond และนี่คือความสวยงามของทะเลสาบแห่งนี้

P1170594

P1170571

P1170422

P1170426

Goshikinuma Pond ตั้งอยู่ในเขต Bandai-Asahi National Park นอกจากจุดชมทะเลสาบแล้ว เรายังสามารถเช่าเรือไปพายได้ แถมยังมีกิจกรรมเดินป่าระยะสั้นพอให้ได้ขยับร่างกายเบิร์นไขมันนิด ๆ หน่อย ๆ ระดับเรายังไงมาแล้วก็ต้องเดิน เพราะระหว่างทางจะมีทะเลสาบย่อย ๆ ให้เราได้ชม เราเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ซะเต็มปอด ท่ามกลางทิวเขาและใบไม้เปลี่ยนสีละลานตา แม้จะร่วงไปเยอะแล้วก็ตาม มันสนุกตรงที่ได้เห็นผู้คนหลากหลายวัย เข้ามาเดินอยู่ในป่าแห่งนี้ เป็นโลกใบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความสวยงามทั้งธรรมชาติและความสัมพันธ์

P1170440

P1170478

คนญี่ปุ่น เป็นอีกชาติที่รักสุขภาพและชอบเดินป่ามาก ตอนผมไปเดินที่ ABC เทือกเขาหิมาลัย จะเจอคนญี่ปุ่นเยอะมาก และส่วนใหญ่มาเป็นคู่รัก เขาดูมุ้งมิ้งกันไปหมด ส่วนนี้นี่ก็เจอเยอะ โดยเฉพาะคนสูงอายุ มาเดินออกกำลัง ครอบครัวพาหมามาเดิน เป็นการเดินป่าที่เพลินมาก

P1170524

P1170486

P1170510

P1170533

P1170586

หลังจากใช้พลังงานจากการเดินป่าไปเกือบชั่วโมง เราก็เดินกลับมาสัมผัสอีกไฮไลท์สำคัญของที่นี่นั่นก็คือการกินไอติมรส Goshiki สีเขียวแบ่งครึ่งกับสตรอเบอร์รี่รสชาติเข้ากันมาก บอกเลยว่าต้องโดนนนนนน

P1170591

P1170613

ได้เวลากลับเข้าเมือง Aizu ไปเที่ยวปราสาทกัน

P1180219

P1180222
จุดจำหน่ายตั๋ว

อยู่เมือง Aizu มาสามวัน ขึ้นรถไฟเที่ยวก็หลายครั้ง เพื่อน ๆ คงจะเห็นว่าหน้าสถานีรถไฟ จะมีสถานี Loop Bus เที่ยวรอบเมืองอยู่ด้วย ซึ่งรถจะมี 3 แบบ สีเขียวกับสีแดง เส้นทางวิ่งคือเหมือนกัน แต่สวนทางกันแค่นั้นเอง ลองดูผังด้านล่างเป็นตัวอย่าง

415070

การนั่ง Loop Bus เที่ยวเมืองนั้นถือว่าคุ้มค่ามากหากซื้อตั๋วแบบ One Day Pass ในราคาเพียง 500 เยน เที่ยวได้ทั่ว เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย แต่วันนี้เรามีเวลาเหลือแค่ช่วงเย็นเท่านั้น จึงจำเป็นต้องซื้อตั๋วเดี่ยวในราคา 210 เยน โดยเราจะเน้นไปเที่ยวที่ปราสาท Tsuruka Jo พร้อมเก็บแสงตะวันตกดินสวย ๆ

P1170625

P1170632
ลงที่ป้าย H14 (A27) ชื่อป้าย Tsurugajo Iriguchi

เมื่อลงจากรถ ทางเข้าปราสาทจะอยู่หลังป้าย เราก็เดินตามทางเข้าไป พร้อมกับซึมซับบรรยากาศของร่มไม้ และใบไม้สีเหลืองส้ม เฝ้ามองผู้คนปั่นจักรยานผ่านไปมา บวกกับแสงแดดยามเย็น มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ

Tsuruga jo Castle

P1170633

P1170643

P1170641

Tsuruga Jo เป็นปราสาทเก่าแก่อยู่คู่เมือง Aizu Wakamatsu มายาวนาน สีขาวตั้งเด่นเป็นสง่า รายล้อมไปด้วยต้นไม้และทิวทัศน์ของเมือง บวกกับแสงสุดท้ายของวันสาดกระทบที่ตัวปราสาท เป็นภาพที่เราประทับใจมาก เราเดินหามุมถ่ายรูปจนเหนื่อยเลย น่าแปลก กับบางสถานที่ที่เราไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีเลิศเลอ แต่เรากลับได้รับความสุขเกินกว่าที่คิดไว้ อาจเป็นพราะเราไม่ได้คาดหวัง ความสุขสมหวังจึงหอมหวานกว่าปกติ

P1170661

P1170655

P1170708

P1170719

หลังจากอิ่มกับการได้ถ่ายรูปจนหนำใจ ก็ได้เวลาไปหาของกินพร้อมกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เพราะวันถัดไปคือโปรแกรมสุดท้าทาย กับการนั่งรถไฟสายทาดามิ ตะลุยเที่ยวเมืองชนบทแบบเต็มรูปแบบ

P1180321
Washington Hotel ที่พักของเรา 3 คืน สะดวก สะอาด อยู่ใกล้สถานีรถบัสและรถไฟ

The Tadami Line

P1170772

เช้านี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น กับการเดินทางด้วยรถไฟสายทาดามิ เส้นทางอันสวยงามเลื่องชื่อไปไกล กับรถไฟขบวนสีขาวเขียว วิ่งผ่านชนบท ธรรมชาติ วิวทิวเขาสุดตระการตา จุดเริ่มต้นของรถไฟขบวนนี้ก็อยู่ที่สถานี Aizu Wakamatsu ที่เราพำนักอยู่นี่เอง

P1170773

เหมือนเช่นเดิมกับการเช็คเวลารถไฟที่เราบอกไปตอนแรก ส่วน JR East Pass เราก็สามารถเอามาใช้ได้ โดยเราแค่ยื่นให้เจ้าหน้าที่ในช่องพิเศษ เขาจะปั๊มในช่องแบบวันต่อวัน ใช้ได้ 5 วัน ก็มี 5 ช่อง

P1170779

P1170774

P1170784
เมื่อรถไฟออกไปได้สักพัก เราก็เริ่มเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ระหว่างทาง

การนั่งทาดามิในครั้งนี้เราจะไปด้วยกันสองจุดด้วยกัน จุดแรกคือ Aizu-Kawaguchi ไปสำรวจสถานีสุดท้ายของขบวน และ Aizu-Miyashita เที่ยวเมือง Mishima และขึ้นไปจุดชมวิว เพื่อถ่ายรถไฟวิ่งผ่านช่องเขาในตำนาน

P1170935

ช่วงสาย ๆ เราก็มาถึง Aizu-Kawaguchi อากาศก็กำลังดี วิวก็สวย เมืองนี้เขาจะเน้นไปเที่ยวแนวออนเซ็นกัน แต่เรามีเวลาไม่มากขนาดนั้น เรามาที่นี่เพื่อเดินสำสวจดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ถ้ามีโอกาสครั้งหน้า เรามาเที่ยวที่นี่แบบเต็ม ๆ เพราะมันช่างเงียบสงบ ชอบอะไรแบบนี้มาก

 

P1170857

P1170883

เดินเล่นกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ต้องขึ้นรถขบวนเดิมย้อนกลับขึ้นมาประมาณ 4-5 สถานีเพื่อมายังอีกเป้าหมายหลักของเรา Aizu-Miyashita หรือเมือง Mishima นั่นเอง

P1170853

P1170944

P1170974

ในที่สุดเราก็มาถึง และเรื่องราวต่อไปนี้คือความพีคคคคค

P1170980

ตอนเราหาข้อมูลมา การเที่ยวเมืองนี้และการเดินทางขึ้นไปจุดชมวิวรถไฟทาดามิ คือจะมีรถรับส่งรอบ 7 โมงครึ่ง และลงช่วงสาย ๆ เพียงวันละ 1 เที่ยวเท่านั้น ถ้ามาเวลาอื่นจะต้องเรียกแท็กซี่

ซึ่งเราไม่อยากตื่นเช้าขนาดนั้น ก็กะจะมาเหมาแท็กซี่ขึ้นไป แต่พอเราไปถามศูนย์บริการท่องเที่ยว เขาบอกว่าวันนี้ไม่มีแท็กซี่บริการแม้แต่คันเดียว เงิบสิครับ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ผมคิดว่าเดินไปก็ได้วะ มันจะไกลแค่ไหนกันเชียว แค่นี้เด็ก ๆ

P1170995

แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งไกล ป้ายบอกทางก็ไม่ได้ โบกรถถามทางก็ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครจะสื่อสารกับเราได้ ในใจคือคิดว่านี่กูมาถูกที่ป่าววะเนี่ย 555 แต่ก็กลั้นใจเดินไปอีกสักพักก็เจอบ้านคน เลยเอารูปจุดชมวิวที่เราเซฟมาให้เขาดูก็ได้เรื่อง คุณลุงบอกทางจนเราเข้าใจ หลังจากนั้นก็เดินไปจนถึง

P1180009

แต่ระหว่างทางทำเราเสียเวลาเหมือนกัน เพราะสวยซะเหลือเกินนนนน

P1180048

P1180035

นอกจากวิวข้างทาง เรานึกว่าจะไม่ได้เจอสิ่งมีชีวิตซะแล้ว เพราะช่วงเวลาที่เดินมาก่อนจะเจอคุณลุงที่บอกทาง เราแทบไม่เจอมนุษย์เลย มีบ้านคนจริงแต่คนไม่รู้ไปไหน แต่พอเดินขึ้นมาเรื่อย ๆ เราก็เจอกับชาวบ้านที่เป็นคุณยายกำลังเก็บผักและทำเกษตรอยู่ น่ารักมาก ๆ อดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพเก็บไว้

P1180051

P1180052

P1180072

P1180108

เมื่อเดินมาเรื่อย ๆ จะเจอกับถนนใหญ่อีกครั้งให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงมาอีหน่อย ก็จะเจอจุดพักรถที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ตรงนี้แหละคือจุดเริ่มเดินขึ้นเขาไปชมวิวรถไฟทาดามิ แต่ข่าวร้ายคือเราขึ้นมาไม่ทันช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งผ่านช่องเขา เพราะเราไม่ได้วางแผนมาเดินแบบนี้ ไหนจะเสียเวลาไปกับการถามทาง แถมตอนนี้ก็เหนื่อยมาก ๆ ด้วย ปวดขามาก คือมาคำนวนดูแล้วเราเดินขึ้นมาไกลมาก สุดจริง ๆ หมดแรง

P1180101

P1180095

แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ยังไงก็ต้องขึ้น ไม่ทันรถไฟก็ไม่เป็นไร ไปถ่ายมุมนั้นเพื่อให้คนอื่นได้ตามรอยก็ยังดี

P1180090

P1180091

จุดชมวิวมีทั้งหมด 3 จุด เราแนะนำให้ไปจุดที่ 2 คือมันไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป ไม่มีต้นไม้บัง เป็นมุมที่ดีที่สุด และภาพนี้คือสิ่งที่ทำให้เราต้องเดินดั้นด้นขึ้นมาถึงที่นี่ เสียดายที่รถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว ครั้นจะรอถ่ายขบวนต่อไปก็จะกลับลงไปขึ้นรถไฟเพื่อที่จะกลับเมือง Aizu Wakamatsu ไม่ทัน

P1180080

P1180087

ข้อแนะนำคือควรจองที่พักที่ Mishima ไว้หนึ่งคืน เพื่อจะได้มีเวลา ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนเราแบบนี้ แต่การจองที่พักในเมืองนี้ค่อนข้างยาก เพราะไม่มีในระบบเว็บจองโรงแรมใด ๆ เลย วิธีเดียวคือค้นหาเบอร์โทรศัพท์ แล้วโทรไปจอง ซึ่งควรหาคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เป็นคนติดต่อ โดยที่พักจะเป็นแบบ Air BNB

ความพีคยังไม่จบ เราถ่ายอยู่ที่มุมนั้นไม่เกิน 10 นาที ก็ต้องรีบลงแล้ว เพราะอย่าลืมว่าเราต้องเดินกลับทางเดิมซึ่งไกลมาก แล้วไม่รู้ว่าจะทันรถไฟรอบ 15.54 ที่เราวางแผนไว้รึเปล่า เพราะถ้าพลาดขบวนนี้ต้องรออีกทีทุ่มกว่าเลย แต่เดชะบุญมีรถส่งของวิ่งผ่านมา เราเลยลองโบกดู ถามว่าไปสถานีรถไฟมั้ย สรุปว่าไป เราจึงกลับลงมาขึ้นรถไฟทัน ต้องขอบคุณคนขับรถคันนั้น เพราะอีก 4 นาทีรถไฟก็มาพอดี ฉิวเฉียดสุด ๆ

P1180121

P1180133

ระหว่างทางกลับเมืองเราก็มานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ มันบ้ามาก ๆ เจอแต่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เราก็แก้ไขสถานการณ์และเอาตัวรอดมาได้ คือเราได้ประสบการณ์จากการเดินทางแบบจัดเต็ม มันภูมิใจในตัวเองนะ แล้วก็สร้างเสริมความมั่นใจในการเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองได้มากเลยล่ะ

จะว่าไป วันนี้ก็ถือเป็นวันที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ

เรายังคงกลับมาพักอยู่เมืองเดิม แต่เปลี่ยนโรงแรมมาในอีกบรรยากาศคือมานอนที่พักแบบเรียวกัง แต่เมื่อคืนเหนื่อยมาก เลยตื่นมาถ่ายรูปที่พักตอนเช้าแทน คิดถูกจริง ๆ ที่เปลี่ยนมาพักที่นี่ในคืนสุดท้ายใน Aizu เพราะมันดีมากกกกกกกกกกกก ชอบมากกก ถ้ามาอีก จะมานอนนี่ตลอดเลยยยย

Tagoto Ryokan & Cuisine

P1180181

Tagoto Ryokan อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ Aizu Wakamatsu ประมาณเกือบ 3 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อคืนตอนกลับจากเมือง Mishima เราก็กะจะไปเอาของที่โรงแรม Washington แล้วเดินมา เพราะคิดว่าไม่ไกลเท่าไหร่ ซึ่งก็คิดถูก เพียงแต่ว่าทางมันมืดและเปลี่ยวเหลือเกิน ยอมรับว่ากลัวผี เลยเรียกแท็กซี่ดีกว่า 555555

P1180193
เรียวกังมันเจ๋งตรงที่ได้ใส่ชุดยูกาตะนี่แหละ

อีกอย่างที่ชอบมากคือชุดอาหารเช้า ที่ใส่ใจพิถีพิถันและให้เยอะมาก ปลื้มปริ่ม ๆ

มาดูที่ห้องนอนบ้าง แน่นอนว่าจะเป็นห้องพักในสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือนอนบนพื้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่นอนนุ่มมาก ส่วนห้องน้ำนั้นเป็นแบบรวมอยู่ด้านล่าง แถมมีออนเซ็นให้แช่เบา ๆ ด้วยนะ

P1180165

คืนสุดท้ายใน Aizu เป็นคืนที่มีความสุขมาก ที่ได้มาพักเรียวกังเจ๋ง ๆ แบบนี้ โดยเราจองผ่าน booking.com เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปเช็คราคาดูได้ บอกเลยว่าถูกกว่าที่อื่น ประทับใจแน่นอน

P1180203

เราเช็คเอาท์ออกจากเรียวกัง แล้วเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แบบว่าชิลล์มาก มองดูเมือง วิถีชีวิตคนในยามเช้าในแบบที่ต่างออกไป เพราะสามสี่วันแรกเราพักที่เดิม ระหว่างทางไปกลับก็จะเจอแต่มุมเดิม ๆ เราเดินไปสัก 20 นาทีก็ถึงหน้าสถานี Loop Bus เรามีเวลาสั้น ๆ ในช่วงเช้าเพื่อไปเที่ยวได้อีกนิดหน่อย ก่อนจะโบกมือลาเมืองนี้กลับไปยังกรุงโตเกียว เพื่อจะกลับเมืองไทยในวันถัดไป

P1180240
วันนี้ฟ้าสวยเหลือเกิน
P1180227
รถบัสคึกคักไปด้วยนักเรียน

P1180230

Higashiyama Onsen Village

วันนี้เราเลือกไปเที่ยวในจุดหมายที่อยู่ปลายสุดของเส้นทางรถบัส นั่นก็คือ Higashiyama Onsen หมู่บ้านออนเซนสุดคลาสสิก ที่มีทั้งที่พักแบบเรียวกังสุดหรู และออนเซนท่ามกลางธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ ทิวเขา และลำธาร แถมยังเป็นจุดถ่ายใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามอีกด้วย

P1180299
P1180273
เราเดินถ่ายรูปเล่นไปรอบหมู่บ้าน มีมุมสวย ๆ น่ารัก ๆ มากมาย จนมาเจอกับจุดแช่ออนเซนเท้าที่ให้บริการฟรี เหมือนสวรรค์มาโปรด เพราะถ้าอ่านมาถึงตรงนี้เพื่อน ๆ คงจะรู้ดีว่าเราเดินมาเยอะมากในแต่ละวัน เท้าเราคือระบมไปหมด พอมาเจองี้ ขอนั่งแช่ไปยาว ๆ เลยละกันนะ โอยยย ฟินมากกกก
P1180283
P1180278
ทางเข้าจุดแช่เท้า

และต่อไปนี้คือมุมสวย ๆ ของ Higashiyama Onsen บอกกับตัวเองเลยว่าครั้งหน้ากูจะมานอนที่นี่!!

P1180314

P1180313

P1180259

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่า ๆ เพลินไปกับการถ่ายรูป ได้เห็นแง่มุมความน่ารักของความญี่ปุ่นมากมาย รวมทั้งคุณลุงจิตรกรที่นั่งพินิจความสวยงามตรงหน้า แล้วจรดพูกันลงบนกระดาษ เราเห็นตั้งแต่มาถึงแล้วล่ะ ก่อนกลับจึงลองเข้าไปดูผลงานสักหน่อย ซึ่งคุณลุงแกน่ารักมาก อนุญาตให้เราถ่ายรูปได้ด้วย

P1180292

สุดท้ายก็หมดเวลาของเราที่เมืองนี้ แอบเศร้านิด ๆ แต่ก็ต้องมุ่งหน้าต่อไป เราจะจดจำ Aizu Wakamatsu อยู่ในกล่องแห่งความทรงจำตลอดไป แค่ได้เปิดรูปขึ้นมาดูเมื่อไหร่ก็สุขใจทุกครั้ง เพราะได้เห็นว่าเราต้องเจอกับอะไรบ้างในแต่ละวัน ทั้งปัญหา อุปสรรค ความประทับใจ ทุกอย่างมันเป็นก้อนเดียวกัน ก้อนที่เรียกว่า…

“ประสบการณ์ชีวิต”

ถ้ามีโอกาส เราจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง … แล้วพบกันใหม่นะ FUKUSHIMA

P1180328

10 Destinations to make your Experiences : 10 ทริปสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต 2018

หลาย ๆ คนอาจจะเคยโดนครหาว่า จะเที่ยวอะไรนักหนา ทำไมไม่เก็บเงิน เที่ยวมันสิ้นเปลือง ไม่เหนื่อยบ้างหรอ ตะลอนเที่ยวตลอด ฯลฯ ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเงินที่เราจ่ายไปหลักพัน หลักหมื่น หรือหลักแสนนั้น มันแลกมาด้วยสิ่งที่มีค่ามากที่สุด นั่นก็คือ “ประสบการณ์” ที่เขาเหล่านั้นไม่มีวันได้รู้ แล้วก็อย่าได้แคร์ เพราะถ้าเงินที่เราเที่ยวคือเงินของเราเอง! ออกไปเที่ยว ออกไปหาประสบการณ์กันเถอะ

10 Destinations to make your Experiences
10 ทริปสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต 2018

และเมื่อก้าวสู่ปี 2018 เราจึงคัดสรร 10 จุดหมายปลายทางเด็ด ๆ จากทั่วโลกที่เราเคยไปมา เพื่อให้เพื่อน ๆ เกิดแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง หรือเป็น Wishlist สำหรับปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละที่นั้นเราจะได้รับประสบการณ์อันเข้มข้นในอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีที่กันบ้าง …

1. Annapurna Base Camp – Nepal

MZT_8329

MZT_7277

อยากหาความท้าทายให้ชีวิต ด้วยการเดินป่าไต่ระดับความสูง ณ เทือกเขาหิมาลัย กับสเต็ปแรกที่เราอยากแนะนำ Annapurna Base Camp ประเทศเนปาล เป็นเส้นทางที่สวยงามและไม่ยากจนเกินไป แต่ก็ต้องอาศัยหัวจิตหัวใจที่เข้มแข็ง อึด ถึก ทน เพราะเส้นนี้ต้องเดินกันอย่างต่ำ 9 วันเต็ม เราจะเห็นทั้งป่าดิบชื้น ป่าโบราณ ทะลุหมู่บ้านชาวเชอร์ปา ก่อนจะไปถึงจุดหมายที่เบสแคมป์ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะ

ค่าประสบการณ์ : ความแข็งแกร่งของร่างกาย / ใจเย็น / ฝึกอัตตา / เข้าอกเข้าใจผู้อื่น / ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา

MZT_8259

MZT_8125

2. Mount Bromo – Indonesia

5O0_4494

5O0_4563

ออกไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ในดินแดนแห่งภูเขาไฟ อินโดนีเซีย แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงโบรโม่ แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราว่าที่นี่ควรค่าแก่การมาเห็นสักครั้งในชีวิต เหมือนเราได้หลุดไปอยู่บนดาวอีกดวงกับภาพที่เห็นตรงหน้า มันทั้งมหัศจรรย์ สวยงาม น่ากลัวในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะตอนขึ้นไปยืนอยู่ตรงปากปล่อง มันทำให้เรารักชีวิตตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ใกล้เคียงเราแนะนำให้ไปภูเขาไฟคาวาอีเจียน เราจะได้ฝึกความอดทนในการอดนอน ขึ้นไปดมกลิ่นกำมะถัน ตบท้ายด้วยการลุยป่าเข้าไปสัมผัสความลี้ลับที่น้ำตกมาดาคาริปุระ (MADAKARIPURA WATERFALLS)

ค่าประสบการณ์ : ความแข็งแกร่งของร่างกาย / การให้อภัยผู้อื่น / สัจธรรม / ความเห็นอกเห็นใจ

5O0_4342

5O0_4430

3. Saint Petersburg & Moscow – Russia

MZT_4848

เที่ยวยุโรปแบบไม่ง้อวีซ่า รัสเซียคือคำตอบที่ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา กับสองเมืองสองสไตล์ เสพศิลป์กลิ่นความรุ่งเรื่องผ่านความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบสถ์และพระราชวัง แต่ข้อควรระวังในการเที่ยวรัสเซีย โดยเฉพาะเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในช่วงซัมเมอร์ อากาศจะดี นักท่องเที่ยวจะเยอะมาก มักจะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ค่อนข้างเยอะ จะเดินไปแห่งหนใด ก็ดูหน้าหลังให้ดี ๆ เก็บของมีค่าไว้ให้มิดชิด นอกจากนี้ความยากของรัสเซียอีกอย่างคือภาษา เพราะคนที่นี่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษทั้งพูดและเขียน ดังนั้นการเที่ยวต้องอาศัยสกิลเอาตัวรอดให้ดี

ค่าประสบการณ์ : ความรอบคอบ / การเอาตัวรอด / การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า / การให้กำลังใจตัวเอง

MZT_6232

MZT_5801

 

4. Fukushima – Japan

P1170935

P1180080

ญี่ปุ่น เป็นอีกประเทศที่เราชอบมาก ไปมาสามครั้ง ประทับใจทุกครั้ง โดยเฉพาะฟุกุชิมะ จังหวัดที่มีความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงาม กับฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยจนต้องร้องขอชีวิต บ้านเมืองที่เงียบสงบไม่วุ่นวาย แต่อีกทางหนึ่งก็มีความยากในการเที่ยว เพราะการเที่ยวญี่ปุ่นนั้นเส้นทางหลักคือการนั่งรถไฟ และไม่มีภาษาอังกฤษใด ๆ มาช่วยเหลือ เราต้องมีความตรงต่อเวลา ต้องสังเกตจดจำเวลาและสถานที่ให้แม่นยำ ถ้าทำได้ ญี่ปุ่นก็อยู่ในกำมือเรานี่เอง …

ค่าประสบการณ์ : ความตรงต่อเวลา / มีไหวพริบช่างสังเกต / ฝึกการจำ / ภาวะการวางแผนและการเป็นผู้นำ

P1170573

P1170708

 

5. Luangprabang – Laos

MZT_0938

MZT_1199

ออกไปสัมผัสชีวิตช้า ๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ที่เมืองมรดกโลก “หลวงพระบาง” สปป.ลาว ใครไปใครมาต่างต้องตกหลุมรักในวัฒนธรรมที่ยังยังรักษาความดั้งเดิมไว้แทบทั้งหมด ทั้งวัดวาอารามที่สวยสะดุดตา ผู้คนที่เป็นมิตร ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่คูล ๆ ให้ได้ถ่ายรูปกันเพียบเลยล่ะ สถานที่แนะนำก็จะมีวัดเชียงทอง ไนท์มาร์เก็ต น้ำตกกวางสี หนองเขียว เมืองงอย ฯลฯ

ค่าประสบการณ์ : การให้เกียรติผู้อื่น / ความใจดี / เป็นผู้มีความสุขง่าย

MZT_1060

MZT_0621

 

6. Jaipur – India

_DSC2832

_DSC1189

หลายคนพอรู้ว่าเราจะไปอินเดีย ต่างทำหน้ายี้ใส่แล้วถามกลับมาว่า จะไปทำไม ไหวหรอ สกปรก อันตรายนะ นั่นคือภาพในหัวและสิ่งที่เราติดจากการรับรู้โดยคนอื่น แต่เมื่อได้ไปสัมผัสสถานที่จริงแล้วบอกได้เลยว่า อินเดีย เป็นประเทศที่เรารักมากที่สุด โดยเฉพาะ Jaipur หรือนครชัยปุระ แห่งแคว้นราชสถาน ผู้คนน่ารักเป็นมิตรมาก แถมยังชอบถ่ายรูปมาก ๆ ด้วย คนที่ชอบถ่ายรูปไปนี่ไม่ผิดหวัง ถึงแม้วันแรก ๆ อาจจะมีการปรับตัวจากเสียงแตรบ้าง แต่ด้วยสถานที่ที่โคตรสวย ความบ้าบอต่าง ๆ ของคนอินเดีย มันทำให้เราหลงรักเข้าอย่างจัง ไม่มีที่ไหนเหมือนอีกแล้ว มีความเป็นตัวเองสูงมาก แม่งโคตรมีเสน่ห์เลย

ค่าประสบการณ์ : ความสนุกสนาน / ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น / การเปิดรับสิ่งใหม่ / ความมีน้ำใจ

 

_DSC1412

 

7. Zermatt – Switzerland

DSC_2453

DSC_2571

จากเทือกเขาหิมาลัย มุ่งหน้าไปสู่เทือกเขาแอลป์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สัมผัสความยิ่งใหญ่และเยือกเย็นของภูเขาหิมะกับยอดเขา Matterhorn ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นจนถูกแบรนด์ระดับโลกสองแห่งนำไปเป็นเครื่องหมายการค้าทั้งช็อคโกแลต Toblerone และค่ายหนังฟอร์มยักษ์ Paramount Pictures โดยเมืองเซอร์แมตต์เป็นจุดศูนย์กลางในการท่องเที่ยว ฤดูกาลที่งดงามที่สุดคือช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือฤดูใบไม้ร่วง จะตรงกับเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน โดยสามารถเช่ารถขับทั่วสวิสได้อย่างสบาย นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบ Blausee ใกล้กรุงเบิร์น ที่ห้ามพลาด กับความสวยงามระดับร้อยล้าน!

ค่าประสบการณ์ : ฝึกการใช้ภาษา / ภาวะการวางแผนและการเป็นผู้นำ / การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

DSC_1719

DSC_3092

 

8. Dalat – Vietnam

MZT_1764

MZT_1686

ดาลัต เมืองสวยท่ามกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม เป็นเมืองแห่งดอกไม้ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ แถมยังขึ้นชื่อเรื่องสตรีทฟู้ดอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดคือการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ลงไปดูน้ำตก Dalanta ออกไปสัมผัสความอลังการของน้ำตกฟงกั๋ว และการเดินช้อปปิ้งที่ Dalat Night Market แต่เวียดนามนั้นจะขึ้นชื่อเรื่องความโกง โดยเฉพาะพวกร้านค้าและแท็กซี่ ควรนับเงินให้ดี ๆ ให้รอบคอบ ควรไปด้วยกันหลาย ๆ คน

ค่าประสบการณ์ : การเอาตัวรอด / การวางแผน / ความรอบคอบ / ความเป็นทีมเวิร์ก

DJI_0141

 

 

9. Shanghai – China

MZT_7900

MZT_7696

ลืมเมืองจีนในแบบที่คุณรู้จัก ออกไปเดินอกผายไหล่ผึ่งแบบเจ้าพ่อที่มหานครเซี่ยงไฮ้ สัมผัสความเป็นไชนีสยูโรเปียนกับความหรูหราของอาคารบ้านเรือน สัมผัสตึกสูงที่ทันสมัยสมกับเป็นเมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีความโลคอลให้เราได้ซึมซับที่หมู่บ้านจูเจียเจี่ยว หมู่บ้านโบราณอายุหลายร้อยปี หรือจะย้อนวัยเด็กวันซน ด้วยการไปเล่นเครื่องเล่นและกิจกรรมสุดหรรษาที่ Shanghai Disney Land ที่บอกเลยว่าสนุกสนานเพลิดเพลินมาก

ค่าประสบการณ์ : การเปิดรับสิ่งใหม่ / การวางแผนการเดินทาง / ความช่างสังเกต

MZT_8107

MZT_8477

 

10. Copenhagen – Denmark

MZT_7050

MZT_6900

จูงมือแฟนไปหวานที่สแกนฯ กับกรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ก ดินแดนแห่งเทพนิยาย ต้นกำเนิดของนางเงือกน้อยแอเรียล เดินเล่นชมเมืองชมวังสวย ๆ ให้ร่างกายกระทบกับแสงแดด มองดูผู้คนยืนจู๋จี๋แบบไม่แยแสโลก ที่ห้ามพลาดคือ Nyhavn ท่าเรือเก่าที่ป็นแหล่งแฮงเอาท์สุดฮิต โดดเด่นด้วยอาคารสีสันสดใสเรียงรายเป็นทิวแถว เป็นสถานที่สุดโรแมนติกอีกแห่งหนึ่งในยุโรปเลยล่ะ เราหลงรักที่นี่มาก เห็นแล้วอยากกลับไปอีก ช่วงที่สวยที่สุดคือตอนซัมเมอร์กับใบไม้ร่วง

ค่าประสบการณ์ : ฝึกการสื่อสาร / การบริหารเวลา / ภาวะการวางแผนและการเป็นผู้นำ

MZT_7108

MZT_6700

ทั้ง 10 ทริป 10 จุดหมาย ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวให้เราไปพบเจอ เราเชื่ออยู่ตลอดว่าทุกการเดินทาง ไม่ใช่แค่การออกไปเที่ยวเพื่อถ่ายรูปอวด แต่การเดินทางมันให้ประสบการณ์อันล้ำค่ากับเราด้วย มันช่วยพัฒนาเรา ช่วยส่งเสริมให้เราเรียนรู้ เข้าใจโลก เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และนำไปสู่การเป็นคนที่ดีกว่าเดิม …

7 จุดต้องแวะ เที่ยวแบบฮิป ๆ ที่โฮจิมินห์ เวียดนาม

สำหรับสายฮิปที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่มีงบประมาณไม่มาก เวียดนามถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีเลยแหละ ทั้งตั๋วเครื่องบิน รวมไปถึงที่พัก บวกค่าโน้น ค่านี่แล้ว มีงบไม่ถึงหมื่น ก็เที่ยวได้จริงๆ และสำหรับทริปเวียดนามครั้งนี้ ทริคการจองตั๋วเครื่องบินราคาถูก นอกจากจะต้องจองล่วงหน้าแล้ว เราก็ยังได้ผู้ช่วยจองที่พักที่โฮจิมินห์ราคาถูกอย่าง Traveloka ที่โปรโมชั่นออกมาล่อตาล่อใจตลอด แจกโค้ดส่วนลดจองที่พักกันแบบไม่ยั้ง ทีนี้ พอได้ที่พักโฮจิมินห์แล้ว เราเลยขอพาเพื่อนๆ ไปสำรวจโฮจิมินห์กันหน่อยดีกว่า ว่านอกจากสถานที่เที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์คดังๆ คนไปเที่ยวกันเกร่อแล้ว มีที่ไหนฮิป ที่ไหนคูล ให้ไปเที่ยวกันอีกบ้าง

1. Tan Dinh Church

Tan Dinh Church 1

นอกจากโบสถ์นอร์ธเธอดาม (Notre Dame Cathedral) ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในโฮจิมินห์แล้ว ที่นี่ก็ยังมีโบสถ์สีชมพูหรือที่เรียกว่าโบสถ์ทันดินห์ (Tan Dinh Church) ซึ่งเราว่ามันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบฮิปๆ ที่น่าสนใจเหมือนกันนะ โดยโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1876 แถมยังใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากโบสถ์นอร์ธเธอดามนี่แหละ และไม่ใช่ว่าด้านนอกจะเป็นสีชมพูอย่างเดียว ด้านในยังเป็นสีชมพูอีกด้วย ยังไงใครมีโอกาสไปเที่ยว ก็ลองไปถ่ายรูปเช็คอินกันดูได้

Tan Dinh Church 2

2. Ho Chi Minh Fine Arts Museum

Ho Chi Minh Fine Arts Museum‎ 1

หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะโฮจิมินห์ เป็นอาคารสไตล์โคโลเนียลที่ดูใหญ่โอ่อ่า ซึ่งแต่เดิมเคยนั้นที่นี่เป็นบ้านพักของนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่ร่ำรวย แต่ต่อมาก็ถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะในปี ค.ศ. 1987 โดยกระทรวงวัฒนธรรมเวียดนาม ทั้งนี้ ด้านในก็มีการจัดแสดงผลงานทางศิลปะไว้มากมาย ทั้งภาพวาด รูปปั้นต่างๆ แถมยังมีมุมถ่ายรูปสวยๆ เพียบ

Ho Chi Minh Fine Arts Museum‎ 2

3. Saigon Central Post Office

Central Post Office 1

ไปรษณีย์กลางที่คุ้นเคยของนักท่องเที่ยว โดยที่นี่ตั้งอยู่ข้างๆ กับโบสถ์นอร์ธเธอดาม มีการตกแต่งในสไตล์เฟรนซ์โคโลเนียล โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ด้านในซึ่งหลังคาแบบโค้ง ที่มีการประดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และที่รูปภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ ทั้งนี้ภายนอกอาคารยังเป็นสีเหลืองสดใส แถมด้านข้างยังมีตรอกขายหนังสือ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่นชิลล์ ๆ อีกด้วย

Central Post Office2

4. Ho Chi Minh Square

Ho Chi Minh Square 1

อีกสถานที่ที่พลาดไม่ได้ก็คือ จัตุรัสใจกลางเมืองโฮจิมินห์ที่นอกจากจะมีรูปปั้นท่านโฮและศาลากลางที่ใหญ่โตแล้วนั้น ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมตัวของชาวไซง่อน โดยมีความน่าสนใจตรงร้านรวงข้างๆ ทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร โดยเฉพาะคาเฟ่อพาร์ทเม้นท์ (The Café Apartment) ที่ป็นตึกแถวเก่าๆ 9 ชั้น ด้านในมีแต่คาเฟ่มากมายเต็มไปหมด สายฮิป สายคาเฟ่ฮอปปิ้งบอกเลยว่าที่นี่แหละโดนที่สุดล่ะ

Ho Chi Minh Square 2

Ho Chi Minh Square_Cafe Apartment

5. Saigon Opera Ho